Islamic Articles

English-Tips


มุสลิมคนใดก็ตามที่ยึดมั่นว่า มนุษย์ไม่สามารถรับประโยชน์อันใด นอกจากสิ่งที่ได้กระทำไว้เอง ผู้นั้นเป็นผู้ที่ค้านกับมติสอดคล้องของปวงปราชญ์  และเป็นผู้ที่ปลีกตัวออกจากแนวทางการยึดมั่นของอะห์ลิสซุนนะห์วั้ลญะมาอะห์   ความเชื่อตามแนวทางของอะห์ลิสซุนนะห์วั้ลญะมะอะห์ เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำของผู้อื่นมีดังนี้

1. คนมุมินทั้งชายและหญิงที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ได้รับประโยชน์จากการที่บรรดามุมินทั้งชายและหญิงซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขอให้

2. ท่านนะบี ศ้อลฯ ให้ซะฟะอัตแก่มวลมนุษย์ในวันอาคีเราะห์ (ที่ทุ่งมะฮ์ซัร) ซึ่งซะฟะอัตนั้นคือ การให้ความช่วยเหลือแก่มนุษย์

3. ท่านนะบี ศ้อลฯ ให้ซะฟะอัตแก่มนุษย์พวกหนึ่งในวันอาคีเราะห์ โดยนำออกจากนรกเข้าสู่สวรรค์ด้วยความช่วยเหลือของท่านนะบี ศ้อลฯ

4. มาลาอีกะห์จำพวกหนึ่งขอดุอาให้อัลลอฮ์อภัยโทษให้แก่มนุษย์บนผืนแผ่นดิน ซึ่งดุอาของมะลาอีกะห์นั้นอัลลอฮ์ทรงรับ

5.อัลลอฮ์ทรงประทานเราะห์มัต โดยให้มนุษย์พวกหนึ่งออกจากขุมนรกเข้าสู่สรวงสวรรค์ โดยที่มนุษย์พวกนั้นไม่เคยทำความดีในโลกดุนยาเลยแม้แต่น้อย

6. คนตายได้รับประโยชน์จากการซอดาเกาะห์ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

7. ลูกได้รับประโยชน์จากการกระทำของพ่อ ดังปรากฏในเรื่องของลูกกำพร้าสองคนซึ่ง อัลกุรอ่านได้กล่าวถึงในซูเราะห์ อัล-กะห์ฟิ โองการ 80-81

8. ลูกหลานของคนมุมินได้เข้าสรวงสวรรค์เนื่องจากการกระทำของพ่อ

9. ทายาทประกอบพิธีฮัจย์แทนผู้ตายได้

10. ซะกาตฟิตเราะห์ของลูกๆ พ่อและแม่ ออกแทนให้ได้

11. ซะกาตทรัพย์สินของลูกๆ และคนบ้า ผู้ปกครองจัดการบริจาคแทนให้ได้ โดยที่เขาจะได้รับผลบุญทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้บริจาคเอง

12. ละหมาดญุมอัตใช้ได้ ก็เพราะมีญะมาอะห์ (มีหลายคนร่วมกันทำ)

13. อัลลอฮ์จะไม่ลงโทษชนกลุ่มใด หากนะบีอยู่กับชนกลุ่มนั้น (ซูเราะห์อัล-อัมฟาล โองการที่ 33)

14. ละหมาดญานาซะห์ ขอดุอาให้ผู้ตายได้รับประโยชน์

15. การประกอบพิธีฮัจย์ที่นะซัรไว้ หรือการถือศีลอดที่นะซัรไว้ ผู้อื่นทำแทนได้ ทั้งนี้หากไม่สามารถทำเอง

16. ท่านนะบี ศ้อลฯ ไม่ละหมาดญะนาซะห์ให้ศพใดหากมีหนี้ค้างชำระ ทั้งนี้หากทายาทผู้ตายไม่จัดการชำระให้เสียก่อน

17. หนี้ที่มนุษย์มีในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้อื่นสามารถช่วยชำระแทนได้ แม้จะได้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ซึ่งถือว่าช่วยเปลื้องหนี้ให้แก่กันได้ทั้งดุนยาและอาคีเราะห์

18. คนที่เป็นหนี้หากเจ้าหนี้ยกให้ผู้นั้นพ้นหนี้ โดยไม่ต้องชำระ

19. มนุษย์ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ดี

20. ผู้ที่อยู่ในที่ที่เขาซิเกรกัน อัลลอฮ์ทรงให้ความปราณีต่อผู้นั้น แม้เขาจะไม่ซิเกรด้วยก็ตาม

21. ลูกทำฮัจย์แทนพ่อที่ชราแล้วได้

22. ผู้ที่มิได้เป็นญาติกัน ก็สามารถทำฮัจย์แทนกันได้ ทั้งนี้หากตายแล้ว โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่ทำแทนนั้นต้องประกอบพิธีฮัจย์ของตนเองเรียบร้อยแล้ว

23. ผลบุญการทำกุรบ่านของท่านนะบี ศ้อลฯ ท่านได้มอบบางส่วนให้แก่ประชากรของท่าน

24. ผลบุญการทำอีบาดะห์นั้น ผู้ตายจะยังไม่ได้รับหากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่จัดการเรื่องหนี้สินให้

25. สามแถวที่ทำการละหมาดให้แก่ผู้ตายคนใด ผู้ตายคนนั้นจะได้รับประโยชน์

26. คนตายในกุโบร์ ได้รับประโยชน์จากก้านอินทผลัมที่คนยังไม่ตายปักลงไปบนกุโบร์

27. และอื่นๆ อีมากมาย



                                                                                        อัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้โดยแท้จริง

คัดจากหนังสือ ข้อโต้แย้งปัญหาศาสนา เล่ม 1 หน้า 53-56

อิสลามบังคับเรื่องการศึกษา ตั้งแต่โองการแรกของอัลลอฮฺที่มีมายังท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ)เพราะมันเป็นหน้าที่อันแรก  และเป็นวิธีการที่ดี  ที่ทำให้โลกและประชาชาติเจริญก้าวหน้า   ถ้าหากว่ามีการใช้ความรู้นั้น

อิมามฆอซาลี กล่าวว่า
 ถ้าหากมนุษย์ค้นคว้าหาคำตอบปัญหาวิทยาการต่างๆ จำนวนมากได้แล้วแต่ไม่ยอมใช้มัน มันก็ไม่เกิดประโยชน์แก่เขาถ้าหากเขาไม่นำมาใช้ และถ้าหากท่านศึกษาหาความรู้มานับเป็นเวลาร้อยๆ ปี และรวบรวมหนังสือไว้เป็นพันๆเล่ม ท่านจะไม่ได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าถ้าท่านไม่เผยแพร่ความรู้นั้น 
อิมามฆอซาลีเน้นถึงความสำคัญของการนำความรู้ไปใช้  มากกว่าเนื้อหาสาระของความรู้นั้น
ท่านปราถนาให้มุสลิมศึกษาหาความรู้ ใช้ความรู้นั้น และมีความจริงใจในการใช้ความรู้ ในการใช้ความรู้นั้นท่านหมายถึง การขัดเงากระจกของหัวใจให้สะอาด ปราศจากรอยฝุ่นฝ้าของความชั่ว และประดับประดาด้วยคุณลักษณะแห่งศีลธรรม อาธิ ความอดทน ความจริงใจ ความกตัญญูและความซื่อสัตย์เป็นต้น
นักปรัชญามุสลิมได้ตระหนักถึงผลของการใช้ความรู้ ในการทำให้การศึกษาแข็งแกร่งและมีผลมากยิ่งขึ้น

ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า
 มนุษย์มักจะหยุดการศึกษาหาความรู้ เมื่อเขาทราบว่าความรู้นั้นมีประโยชน์น้อยต่อเขา
อัน-นะมะรี อัลกุรฏูบี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Compendium of Learning and its Blessing ว่า นักปราชญ์มุสลิมได้กล่าว่า สิ่งเริ่มต้นของการเรียนคือความสนใจ จากนั้นคือการฟังและการเข้าใจ จากนั้นคือความจำ การฝึกฝนและสุดท้ายคือการเผยแพร่

    นี่คือสิ่งสูงสุดของคำสอนและการศึกษา ไม่จำเป็นที่จะต้องชี้แจงอีกแล้วว่า ประโยชน์ของความรู้และการศึกษานั้น คือทำให้คนเราหายโง่เขลาเบาปัญญา ชาติหนึ่งชาติใดถ้าหากขาดการศึกษาแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ว่าชาตินั้นจะเจริญก้าวหน้า เพราะอารยธรรม วัฒนธรรม และความเจริญทั้งหลายนั้นอยู่ที่ความรู้ การประดิษฐ์และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ

   ส่วนผู้เป็นครูจะต้องใช้ความรู้ของตนเอง การกระทำของครูจะต้องไม่ขัดกับสิ่งที่ครูสอน ใครก็ตามที่สั่งสอนผู้อื่นในเรื่องใดๆ แต่เขากลับโกหกคำพูดของเขาเสียเอง ด้วยการทำสิ่งใดๆ ที่ขัดกับสิ่งที่เขาสอนผู้อื่น เขาผู้นั้นก็ควรจะถูกประนาม เพราะเขาไม่ปฏิบัติตามคำสอนของเขา ครูกับลูกศิษย์คล้ายกับไม้และเงาไม้ เงาไม้จะตรงได้อย่างไรเล่า ถ้าไม้นั้นโค้งงอ? เกี่ยวกับเรื่องนี้มีคำกล่าวว่า จงอย่าทำในสิ่งที่ท่านได้ห้ามเขาไว้ มิเช่นนั้นท่านจะเสื่อมเสียตัวท่านเอง
พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า
สูเจ้ายินดีที่จะให้คนอื่นทำดีโดยละทิ้งจิตใจของตัวท่านเองกระนั้นหรือ?
ดังนั้น ความรับผิดชอบต่อบาปกรรมของคนที่มีความรู้นั้นจึงอยู่ที่การเพิกเฉยและละเลยด้วย เพราะถ้าหากคนที่มีความรู้ทำผิด ก็จะมีคนอื่นตามเขาด้วย และถ้าใครก็ตามที่สร้างแบบอย่างที่ผิดๆเอาไว้ ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองและของผู้ที่ทำตามด้วย

อะลี บุตรของ อบู ฏอลิบ ได้กล่าวว่า
ฉันถูกหลอกลวงโดยคนสองประเภท คือคนที่มีความรู้ที่คดโกงและคนดีที่โง่เขลา ผู้มีความรู้จะหลอกลวงประชาชนโดยความหน้าด้านไม่มียางอายของเขา และคนโง่เขลาจะหลอกลวงโดยทำเป็นเคร่งครัดในศาสนา
ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ)กล่าว่า
มนุษย์จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ จนกว่าเขาจะตั้งใจเรียน และ ใครก็ตามที่แสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยไม่แสวงหาความเที่ยงธรรมเพิ่มขึ้นด้วยแล้วเขาก็จะมีแต่ยิ่งห่างจากอัลลอฮมากขึ้น
อุมัร บุตรของ อัล-ค็อฏฏอบ กล่าว่า
สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดสำหรับชาตินี้ก็คือผู้มีความรู้ที่หลอกลวง
มีคนถามว่า แล้วผู้มีความรู้จะหลอกลวงได้อย่างไร?
ท่านจึงตอบว่า
คนที่เรียนที่ปาก แต่ใจและการกระทำนั้นคือผู้ละเลย
มีคนพูดกับ อบู ฮุรอยเราะฮว่า
ฉันต้องการความรู้ แต่ฉันกลัวที่จะต้องสูญเสียมันไป
ท่านจึงตอบว่า
การสูญเสียความรู้ก็คือการที่ท่านละทิ้งมันไปนั่นเอง
พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
ที่น่าชิงชังที่สุดในทรรศนะของอัลลอฮคือการที่สูเจ้าพูดแต่สูเจ้าไม่ปฏิบัติ

จะเห็นได้ว่า อิสลามได้เรียกร้องต้องการความรู้ และการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ เพราะความรู้ที่ปราศจากการนำไปใช้เหมือนกับต้นไม้ที่ไร้ผล



คัดลอกจากหนังสือ การศึกษาในอิสลาม
หน้า 26-31
โดย ศจ.ดร.มุฮัมหมัด อะฏียะฮ อัล อิบรอซี
แปลและเรียบเรียงโดย มุฮัมหมัด อมีน บินกาซัน

คำศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น มีที่มาหลากหลาย บ้างก็มาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ บ้างก็มาจากวีรบุรุษในตำนานวรรณคดี บ้างก็มาจากคัมภีร์ทางศาสนา เราน่าจะลองศึกษาถึงที่มาอันน่าสนใจเหล่านี้ดูบ้าง ซึ่งจะทำให้ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินในเวลาเดียวกัน ก่อนอื่นต้องขอบอกว่านี่เป็นแค่ที่มาของคำศัพท์ภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เสมอไป

Adam 
ชื่อนี้คงจะรู้จักกันทุกคน จากคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม และจากไบเบิ้ลของชาวคริสต์ ท่านคือศาสดาท่านแรกและเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาจากธุลีดิน จากชื่อของท่านเราได้คำศัพท์อีกหลายคำ คือ

Adam’s rib
หมายถึง ซี่โครงของอดัม ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ใช้หมายถึงผู้หญิง

Adam’s curse
 หรือคำสาบของอดัม เป็นคำที่ใช้เรียกงานหนักตรากตรำของมนุษย์เรา ซึ่งเป็นการลงโทษที่อดัมละเมิดคำสั่งของพระเจ้า โดยที่ไปกินผลไม้ต้องห้ามของต้นไม้ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Tree of Knowledge of Good and Evil จากการหลอกล่อของมารร้ายที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Satan หรือ Serpent นั่นเอง

Adam’s apple
หมายถึงลูกกระเดือก จากตำราทางวรรณคดีกล่าวกันว่าเกิดจากการที่ อดัมไปกินผลไม้ต้องห้าม(ใช้ผลเอปเปิ้ลแทนผลไม้นั้น) เลยกลายเป็นลูกกระเดือกสำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิงนั้นเพราะ ท่านเฮาวาอฺหรืออีฟ (Eve) กินผลไม้เข้าไปก่อนและกลืนลงไปแล้วจึงกลายเป็นประจำเดือน ในขณะที่อดัมยังไม่ทันได้กลืน เลยติดอยู่ที่คอกลายเป็นลูกระเดือกไป นี่เป็นที่มาของคำศัพท์ภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

Adam’s ale
หมายถึงเครื่องดื่มสีจาง คำศัพท์ตัวนี้ หมายถึงน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์คนแรกมีไว้สำหรับดื่ม

Achilles heel 
หมายถึงจุดอ่อน เพราะเฮอร์คิวลิสมีจุดอ่อนตรงที่ส้นเท้า สำนวนนี้หมายถึง จุดอ่อนทั้งทางกายและทางใจ เช่น
the party knows that its group of extremists might well be its Achilles heel. หมายความว่า พรรครู้ว่ากลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองในพรรคอาจเป็นจุดอ่อนของพรรคได้

Atlas
 แอตลาส เป็นยักษ์ตนหนึ่งในตำนานกรีก ต้องทำหน้าที่แบกโลกไว้ตลอดชีวิต เป็นการลงโทษที่มีส่วนร่วมในแผนโค่นซุส คำว่า atlas ถูกนำมาใช้เพื่อหมายถึง หนังสือแผนที่ หลังจากที่มีการพิมพ์ภาพแอตลาสไว้ที่ปกในของหนังสือรวมแผนที่ ซึ่งพิมพ์โดยช่างทำแผนที่ชื่อ Mercantor ตอนปลายศตวรรษที่สิบหก

Flora-flora
 ฟลอรา เป็นเทพีแห่งบุปผชาติของโรมัน ทำหน้าที่ปกป้องทั้งดอกไม้ ผลไม้และพืชผักด้วย ดังนั้นชื่อของเธอคือ flora จึงถูกยืมไปใช้เป็นศัพท์ทางเทคนิคอันมีความหมายว่าพืชพันธุ์ไม้ประเภทต่างๆ ในท้องถิ่นหรือยุคใดยุคหนึ่ง

Chaos-chaotic 
ถ้าจะเปรียบเทียบในเชิงวิทยาศาสตร์ เคออสเห็นจะได้แก่มวลสารที่ละลายกลายเป็นกลุ่มหมอกเพลิงลอยคว้างอยู่ในอวกาศ ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน มันจึงมีความหมายคลุมไปถึงความไม่มีระเบียบด้วย ดังนั้นคำว่า chaotic ซึ่งใช้เป็นคุณศัพท์ จึงมีความหมายว่ายุ่งเหยิง สับสน ไม่มีระเบียบใดๆ ทั้งสิ้น

Mars-martial 
มาร์สคือเทพเจ้าแห่งสงครามของโรมัน เดือนของมาร์ส คือ March มาร์สเป็นเทพเจ้าที่ทหารโรมันนับถือกันในอดีต คำว่า martial จึงมีความหมายว่า เกี่ยวข้องกับการสู้รบหรือการสงคราม เช่น court martial คือศาลทหาร หรือ martial law ซึ่งหมายถึงกฏอัยการศึก

Mercurial 
ผู้ที่มีลักษณะ mercurial มักจะเปลี่ยนใจได้อย่างกระทันหัน โดยคาดคะแนล่วงหน้าไม่ได้ คุณศัพท์ตัวนี้มาจากชื่อของ Mercury ซึ่งเป็นเทพแห่งการค้า การเดินทาง การสื่อสาร และอีกหลายๆ อย่างของโรมัน นอกจากนั้นยังเป็นที่มาของชื่อดาวเคราะห์ คือ Mercury หรือ ดาวพุธ และชื่อสารชนิดหนึ่ง คือ ปรอท ความหมายของคุณศัพท์ Mercurial สะท้อนให้เห็นความหมายหลังนี้ เพราะปรอทเป็นสารที่ไหลได้อย่างรวดเร็วจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

Luna-lunacy,lunatic 
ลูนาคือเทพีแห่งดวงจันทร์ของโรมันโบราณ เทียบเท่ากับ Selene (เซลีนี) ของกรีกโบราณ เนื่องจากดวงจันทร์มีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ในหลายๆ ด้าน เช่น การเพาะปลูก ซึ่งขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของดวงจันทร์ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อของคนโบราณว่า แสงจันทร์สามารถทำให้คนเป็นบ้าได้ ดังนั้น คำว่า Lunacy จึงหมายความว่า ความบ้าที่เกิดจากการจ้องมองดวงจันทร์ และ คำว่า Lunatic ก็หมายถึงคนบ้านั่นเอง คำนี้ใช้เป็นคุณศัพท์แปลว่าบ้าได้ด้วย

Hypnos-hypnotism,hypnotic 
ชื่อนี้เป็นชื่อเทพเจ้าของการนอนหลับ มีลูกๆ คือ Dreams ในถ้ำบนเกาะที่มีชื่อว่าLemnos ภายนอกถ้ำนั้นปลูกฝิ่นและสมุนไพรอื่นๆ ที่จะเอามาทำยาให้คนหลับ ฮิปนอส จะมาพร้อมกับความฝันเสมอ ดังนั้นคำว่า hypnotic จึงแปลว่าเหมือนกับนอนหลับ คือไม่รู้สึกตัว ถูกสะกด hypnotism ก็คือการสะกดจิตซึ่งทำให้ไม่รู้สึกตัว

Oedipus-Oedipus complex
 อีดิปัสเป็นโอรสของกษัตริย์ Lius (ไลอัส) และพระนาง Jocasta (โจคัสตา) แห่งธีบส์ อีดิปัสถูกนำไปทิ้งตั้งแต่เกิด เพราะมีคำทำนายว่าจะฆ่าบิดาของตัวเอง มีผู้เก็บอีดิปัสไปถวายเจ้าเมือง Corinth (โครินธ์) ซึ่งเลี้ยงดูอีดิปัสเหมือนลูก พอโตขึ้นก็มีผู้ทำนายอีกว่าเขาจะฆ่าบิดาและแต่งงานกับมารดาที่เก็บเขามาเลี้ยงดู อีดิปัสจึงหนีออกจากเมืองคอรินธ์ และได้พบบิดาตัวจริงโดยบังเอิญ เกิดทะเลาะแย่งทางกันจึงฆ่าบิดาตาย ในระหว่างนั้นตัว Sphink ซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดมีหน้าเป็นผู้หญิง ตัวเป็นสุนัข หางเป็นงู มีปีก อุ้งเท้าเป็นสิงโตและพูดได้ ออกอาละวาดถามปัญหา ถ้าใครตอบไม่ได้ก็จับกิน อีดิปัสตอบปัญหาของสฟิงซ์ได้ ตัวสฟิงซ์จึงฆ่าตัวตาย จากนั้นบัลลังก์เมืองธีบส์ว่างอยู่ อีดิปัสจึงได้ขึ้นครองและแต่งงานกับพระนางโจคัสตามารดาของตัวเอง ได้เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้น โหรก็ทำนายว่าเป็นเพราะอีดิปัสเป็นเหตุ เนื่องจากฆ่าบิดา และแต่งงานกับมารดาของตนเอง เมื่อรู้ความจริงพระนางโจคัสตาจึงฆ่าตัวตายด้วยความละอาย ส่วนอีดิปัสก็ควักลูกตาของตนเองเสีย และต้องแร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ กัน จากเรื่องราวของอีดิปัส เราได้ศัพท์ทางจิตวิทยา เรียกเด็กชายที่มีความผูกพันกับมารดา หรือเด็กผู้หญิงที่ผูกพันกับบิดามากจนมีลักษณะหวงแหนผิดปกติว่ามี Oedipus complex หรือปมอีดิปัส


จากหนังสือ
1.English Tips
2.Mythological Background in Literature
ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง


การใช้เครื่องหมายวรรคตอนเป็นสิ่งที่สำคัญในการเขียนข้อความ เนื่องจากเครื่องหมายวรรคตอนนั้นใช้สื่อความหมาย ต่างๆกัน

Period ( . )
1.ใช้เมื่อจบประโยคในประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำสั่ง

I saw the boy.

Let's go to the shop.

Give me the pen please.

2.ใช้หลังอักษรย่อต่างๆหรือคำย่อ

Dr.=Doctor, adv.=adverb U.S.A.=United States of America

Comma ( , )

1.ใช้คั่นเพื่อแยกคำนามซ้อน

Thailand, a country in Asia, is famous for its beautiful temples.

2.ใช้แยกระหว่างคำที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเช่น

I want a car, a motorcycle, and a bicycle.

3.ใช้แยกคำคุณศัพท์ที่บอกสี

a blue, yellow bicycle

4.ใช้แยกคำคุณศัพท์ที่ตามหลังคำนาม

The modal is dark, tall and handsome.

5.คั่นข้างหน้าหรือข้างหลังชื่อ เช่น

Christina, where have you been?

What would you like to eat, Pranee?

6.คั่นประโยคที่ตามหลัง Yes, No และ Well ที่ขึ้นต้นประโยค

Are you Thai? Yes, I am.

Well, I'm not sure if I can do that

7.ใช้เพื่อแยกข้อความในประโยคคำพูดเช่น

He said, "They are happy."

8.คั่นระหว่างปีที่ตามหลังเดือน, ถนนกับเมือง,เมืองกับประเทศเช่น

Today is May 4th, 2000.

Dang lives at 56 Sukumvit Road, Bangkok.

Semi-colon ( ; )

1.ใช้คั่นประโยคที่มีเครืองหมาย comma คั่นอยู่แล้วเช่น

Hello, Nittaya; Please come here.

2.ใช้ทำหน้าเพื่อเชื่อมประโยคสองประโยคที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกันวางไว้หน้า adverbได้แก่คำว่า

therefore(ดังนั้น) besides(นอกจากนี้) เป็นต้น

Canada is very cold; therefore people must wear heavy coats in the winter.

Colon ( : )

1.ใช้ colon ก่อนการประโยคอธิบาย

He decided to buy a car:he had to travel to the remote area.

2.ใช้แจ้งรายการ ซึ่งนิยมใช้หลังคำเหล่านี้ the following หรือ as follows เป็นต้น เช่น

We require the following for our camping trip: tent, bags, and boots.

Question Mark ( ? )

ใช้กับประโยคคำถามเช่น

Is that food hot?

What is your nationality?

Do you like durian?

How tall are you?

Exclamation Mark ( ! )

ใช้หลังคำอุทานหรือประโยคอุทาน เช่น

Oh! you are so beautiful.

Watch out!

Go away!

Apostrophe ( ' )

1.ใช้แสดงความเป็นเจ้าของของคำนามทั้งนามเอกพจน์และนามพหูพจน์ เช่น

The doctor's car

The men's club

Somkiet's dog

2.ใช้แสดงความเป็นเจ้าของของคำนามพหูพจน์ที่เติม s หรือชื่อเฉพาะที่มี s เช่น

The girls' books

Charles' school

3.ใช้คำย่อหรือรูปย่อ

can't (cannnot)

it's (it is)

I'd rather (I woud rather)

Quotation Marks ( " " )

ใช้เขียนคร่อมข้อความที่เป็นประโยคคำพูดเช่น

He said, "I am going home."

"I can help you move," Narong volunteered

Hypen ( - )

ใช้เพื่อเชื่อมคำสองคำให้เป็นคำเดียวกันเช่น

ex-husband

anti-American

two-day holiday

Dash ( - )


ใช้เพื่อเน้นข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่ออธิบายหรือใช้คั่นคำละไว้ในฐานที่เข้าใจหรือเปลี่ยนใหม่ เช่น

I got lost, forgot my bag, and missed my plane-- it was a terrible trip.

If I had a lot of money, I would ---Oh, what am I thinking? I will never be rich.

1.โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นอาจแสดงออกได้ทั้งในรูปที่ดีและชั่ว แต่ถ้าหากจะให้เกิดเป็นปกติวิสัยที่ดีอยู่เสมอนั้น มีวิธีหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ คืออะไร ?
ตอบ ต้องพยายามปลูกฝังให้อยู่ในกรอบแห่งจริยธรรมโดยแท้จริง


2. อิสลามมิได้ให้เชื่อถึงชาติก่อน และยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่มีชาติใดให้ผลสืบเนื่องมายังชีวิตในโลกนี้อีกด้วย อยากทราบว่าพฤติกรรมที่ออกมาในรูปของความดีหรือความชั่วของมนุษย์เรานั้นมีผลมาจากอะไร ?
ตอบ เป็นไปโดยสันดานของมนุษย์เอง

3. ผู้ที่ถูกระบบแห่งสันดานชั่วครอบคลุมอยู่ตลอดเวลานั้น เขามีความคิดเกี่ยวกับเรื่องความดีความชั่วอย่างไรบ้าง ?
ตอบ เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดี

4. ผู้ที่ถูกระบบแห่งสันดานดีครอบคลุมอยู่ตลอดเวลานั้น เขามีความคิดเกี่ยวกับเรื่องความดีความชั่วอย่างไรบ้าง ?
ตอบ เห็นดีเป็นดี เห็นชั่วเป็นชั่ว

5. จากฮาดิสที่รายงานโดยบุคอรี ท่านนาบี(ซ.ล.)ได้ถูกถามว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้เราเข้าอยู่ในสรวงสวรรค์มากที่สุด อยากทราบว่าท่านนาบี(ซ.ล.) ตอบว่าอย่างไร ?
ตอบ การยำเกรงต่ออัลเลาะห์ และพฤติกรรมที่ดี

6. ท่านหะซันได้กล่าวว่า พฤติกรรมที่ดีนั้นมีอะไรบ้าง ?
ตอบ คือ ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เสียสละ ระงับความโกรธ

7. ท่านอับดุลเลาะห์ อัลมุบาร็อก ได้บอกพฤติกรรมที่ดีนั้น ต้องประกอบด้วยหลักปฏิบัติกี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ 3 ประการ คือ 

1. หลีกห่างสิ่งต้องห้าม 
2. แสวงหาแต่ของที่หะล้าล
3. ให้ความสุขแก่ผู้ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง

8. การศรัทธาอันถูกต้องนั้น ผู้ศรัทธาจะต้องสำนึกอยู่เสมอว่าอย่างไรบ้าง ?
ตอบ พระองค์อ.ล.ทรงอยู่ร่วมกับเขาเสมอ คุ้มครองเขาเสมอ และไม่มีสิ่งใดเร้นลับหรือปิดบังพระองค์ได้

9. ในสังคมย่อมมีทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกัน แม้กฎหมายก็ไม่สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง อยากทราบว่าสิ่งที่เป็นปราการอันแข็งแรงสามารถประคับประคองสังคมให้มีความสุขได้นั้นคืออะไร ?
ตอบ การศรัทธา

10. จุดมุ่งหมายของทุกสิ่งที่ท่านรอซู้ล(ซ.ล.) ทรงใช้และทรงห้ามนั้นคืออะไร ?

ตอบ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับประชาชาติ

11. จากฮาดิสของท่านนาบี(ซ.ล.)ที่รายงานโดยอะบูดาวูดที่ว่า

ﻣﻥ ﺃﺤﺏ ﷲ ﻮﺃ ﺑﻐﺾ ﷲ ﻮﺃﻋﻄﻰ ﷲ ﻮﻣﻧﻊ ﷲ ﻔﻗﺪ ﺍ ﺴﺗﻛﻣﻞ ﺍﻹ ﻴﻤﺎﻦ

อยากทราบว่าท่านนาบี(ซ.ล.) ได้บอกลักษณะของผู้มีอีมานอันสมบูรณ์ไว้กี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ 4 ประการ คือ 
1. ผู้ที่รักเพื่ออัลเลาะห์ 
2. ผู้ที่เกลียดเพื่ออัลเลาะห์ 
3. ผู้ที่ให้เพื่ออัลเลาะห์
4. ผู้ที่ถ่อมตนเพื่ออัลเลาะห์ 

12. การต่อต้านความชั่วความบัดสีที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นผู้มีความรู้สามารถกระทำได้โดยวิธีใดบ้าง ?
ตอบ ต่อต้านด้วยการว่ากล่าวตักเตือน ด้วยการอธิบายถึงผลร้ายที่จะติดตามมา และด้วยการนำหลักฐานมาชี้แจง

13. จากฮาดิสของท่านนาบี(ซ.ล.) ใน อั้ล-บุคอรี เล่มที่ 1 หน้า 186 ท่านรอซู้ล(ซ.ล.)ได้ถูกถามเกี่ยวกับกิจกรรมอันใดที่ประเสริฐที่สุด อยากทราบว่าท่านรอซูล(ซ.ล.) ได้บอกไว้กี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ 3 ประการ คือ 
1. การศรัทธาต่ออัลเลาะห์และรอซู้ล 
2. การต่อสู้ในเส้นทางแห่งอัลเลาะห์
3. ฮัจยีที่อัลเลาะห์ทรงรับ

14. ให้นักเรียนบอกลักษณะของผู้มีศรัทธามา 5 ประการ ?

ตอบ 1. ﺍﻠﺗﻮﺒﺔ ขออภัย  
 2. ﺍﻠﺻﺩﻖ สัจจะ   3. ﺍﻠﺻﺒﺮ อดทน   4. ﺍﻹﺨﻼﺺ บริสุทธิ์ใจ 

        5. ﺍﻠﺮﺣﻤﺔ ปรองดอง    6. ﺍﻠﻌﻔﻮ ให้อภัย   7. ﺍﻠﺗﻮﺍﺿﻊ นอบน้อม   8. ﺍﻠﻤﺮﺍﻘﺒﺔ มีสำนึก 

        9. ﺍﻹﺴﺗﻘﺎﻤﺔ ยุติธรรม    10. ﺍﻠﺗﻘﻮﻯ ยำเกรง

15. ผลที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนที่ไม่ให้เกียรติต่อครู อาจารย์นั้นมีอะไรบ้าง ?
ตอบ ไม่ได้รับความรู้ และใช้ประโยชน์จากความรู้ได้น้อยมาก เป็นผู้ขาดความสิริมงคลในชีวิตและความรู้ที่ได้มา



ความรู้ที่มีคุณประโยชน์คือความรู้ที่แผ่รัศมีอยู่ในหัวใจและสิ่งปิดกั้นของหัวใจนั้นจะถูกเปิดด้วยความรู้นั้น

العلم النافع هو الذى ينبسط فى الصدر شعاره ويكشف به عن القلب قناعه

ความรู้ที่มีประโยชน์ คือ ความรู้ที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อจิตใจ ขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์จากคุณลักษณะที่เลว และประดับประดาด้วยคุณลักษณะที่ดีงาม และความรู้ที่แผ่รัศมีอยู่ในหัวใจ ก็คือ ความเย็นใจ ความสบายใจ ความยาเกน มีการมอบหมาย ยอมจำนน และพอใจในสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงประทานให้ จากสิ่งดังกล่าว ก็จะทำให้เกิดความยำเกรง มีความละอายต่อพระองค์ และทำให้มีความสงบ มั่นคงภายในจิตใจ และอื่น ๆ จากคุณลักษณะที่ดีงาม ดู เพิ่มเติมจากหนังสือ อีกอซุลฮิมัม ฟี ชัรหฺ อัลฮิกัม ของท่าน อิบนุ อะญีบะฮ์ หน้า 389 - 390

ท่านอิมามมาลิก(ร.ฏ.) กล่าวว่า

ليس العلم كثرة الرواية، إنّما العلم نور يقذف الله تعالى فى القلوب

“วิชาความรู้นั้น ไม่ใช่มีการรายงานมากๆ แต่แท้จริง วิชาความรู้ คือ รัศมีที่อัลเลาะฮ์ทรงบรรจุไว้ในบรรดาหัวใจ” ดู ชัรหฺ ฮิกัม ของท่าน อิมาม อับดุลเลาะฮ์ อัชชัรกอวีย์ เล่ม 2 หน้า 50

ชัยคุลอิสลาม ชัยค์ อับดุลเลาะฮ์ อัชชัรกอวีย์ กล่าวอธิบายว่า “ผลประโยชน์ของวิชาความรู้ คือ ทำให้บ่าวมีความใกล้ชิดต่อผู้อภิบาลของเขา และทำให้ห่างไกลจากการมองเพียงแค่ตนเอง(โดยลืมอัลเลาะฮ์) และดังกล่าว ย่อมเป็นความมีวาสนาเป็นที่สุดและยังเป็นจุดหมายของความปรารถนาและต้องการ” ดู ชัรหฺ ฮิกัม เล่ม 2 หน้า 50

ท่านชัยค์ อุวัยส์ บิน อับดิลลาฮ์ อัลหุซัยนีย์ ได้กล่าวอธิบายว่า “ความรู้ที่มีประโยชน์ คือ รัศมีที่ทำให้บรรดาหัวใจมีแสงสว่าง และสามารถรับรู้ถึงข้อตำหนิต่าง ๆ (ของหัวใจ) ได้ ดังนั้น รัศมีจึงไม่อยู่ก่อนบรรดาข้อตำหนิหรือรุดหน้ามาอยู่ก่อน(เนื่องจากหากมีรัศมีแล้วข้อตำหนิจะไม่มี) ดังนั้น เขาก็จะทำการเตาบะฮ์ “มนุษย์ทุกคนย่อมผิดพลาดและบรรดาผู้ทำความผิดที่ดีเลิศนั้น คือ ผู้ทำการเตาบะฮ์” ดู อัลวาริดาต อัลอุวัยซียะฮ์ อะลา อัลหะกัม อัลอะฏออียะฮ์ หน้า 13

บางครั้ง ฮิกัมนี้อาจจะทำให้เข้าใจว่า วิชาความรู้มีสองประเภท คือ ความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ แต่ความจริงแล้ว มิใช่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านอิมามอิบนุอะฏออิลและฮ์มิได้มีจุดประสงค์เฉกเช่นดังกล่าว

เพราะแท้จริงแล้ว ในองค์วิชาความรู้นั้น ย่อมมีประโยชน์เสมอ อีกทั้งยังได้รับความปรารถนาในทุกสภาวการณ์ หากแม้นความสำคัญของวิชาความรู้จะลดหลั่นกันไปตามลักษณะของความรู้ที่แตกต่างกัน ความรู้ ณ ที่นี้ นักปราชญ์ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ที่เป็นฟัรดูอีน ซึ่งเป็นความรู้ที่พระองค์ทรงบัญญัติแก่มนุษย์ทุกคน และความรู้ที่เป็นฟัรดูกิฟายะฮ์ ซึ่งเป็นความรู้ที่พระองค์ทรงมุ่งเน้นแก่ผู้ที่มีความสามารถในการสนองความต้องการของคนอื่น ๆ ได้ ดู รายละเอียดเพิ่มเติม จากหนังสือ เอี๊ยะหฺยาอฺ อุลูมิดดีน ของท่านอิมาม อัลฆอซาลีย์ เล่ม 1 หน้า 12

บางครั้งท่านอาจจะกล่าวว่า “ความรู้นั้น มีทั้งสิ่งที่ถูกห้ามนำมาศึกษาและนำมาปฏิบัติ เช่น โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ เป็นต้น” คำตอบก็คือ ความจริงแล้ว ในแก่นแท้ของไสยศาสตร์ ไม่ถือว่าเป็นวิชาหรือศาสตร์ตามทัศนะของอิสลาม เพราะนอกเหนือจากการที่มันเป็นสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนและก่อให้เกิดโทษแล้ว มันยังเป็นความมุสาและงมงาย และโหราศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน ตามที่อิมามอัลฆอซาลีย์ ได้กล่าวไว้

หากพิจารณาถึงความรู้ในแง่ของความเลื่อมล้ำ โดยคำนึงถึงความต้องการที่ไม่เท่าเทียมกันนั้น ท่านจะพบว่า วิชาการทางโลก เช่น แพทย์ศาสตร์ วิศวะ และวิชาเกี่ยวกับอุตสาหกรรม เป็นต้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าวิชาการศาสนาบางส่วนตามมาตรฐานของศาสนา ดังกล่าวเช่น ในเมือง ๆ หนึ่ง มีผู้คนมากมายที่มีความชำนาญในวิชาการศาสนา แต่ไม่มีจำนวนที่เพียงพอ จากผู้มีความชำนาญในด้านวิชาการทางโลก

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า “วิชาการศาสนา” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของวิชาการที่เฉพาะเจาะจงในตัวของมัน เพราะบางครั้ง วิชาการทางโลกที่พวกกาเฟรหรือพวกปฏิเสธมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งกว่านั้น ซึ่งในบางสภาวการณ์มันอาจจะผนวกเข้าไปร่วมอยู่ในวิชาการของศาสนา คือ เป็นวิชาการที่อัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ทรงบัญญัติใช้ให้บ่าวของพระองค์ทำการศึกษา และบางครั้งวิชาการหนึ่งที่ดูอย่างผิวเผินแล้ว เป็นวิชาการทางศาสนา แต่มีสาเหตุหนึ่งที่มาทำให้มันเข้าไปอยู่ในประเภทของวิชาการของดุนยา

ท่านอิมาม อัลฆอซาลีย์ ได้อธิบายไว้ว่า “เท่าไหร่แล้ว ที่เมือง ๆ หนึ่ง ไม่มีนักการแพทย์สักคนเดียว นอกจากผู้ไม่ใช่มุสลิมที่มาอาศัยอยู่ และไม่อนุญาตให้รับการเป็นพยานของพวกเขาเกี่ยวกับประเด็นทางด้านนิติบัญญัติอิสลามที่เกี่ยวข้องในเชิงการแพทย์ หลังจากนั้น ท่านก็จะไม่เห็นบุคคลใดเลยที่จะให้ความสนใจกับหลักการแพทย์ โดยที่พวกเขาทำการหักโหมในการร่ำเรียนวิชานิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับประเด็นปัญหาข้อขัดแย้งหรือปัญหาต่าง ๆ ที่มีการถกเถียงกัน ในเมืองนั้นก็เต็มไปด้วยบรรดานักนิติศาสตร์อิสลามที่เน้นให้ความสนใจกับการไขปัญหาศาสนา(ฟัตวา) หรือตอบคำถามจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น...ดังนั้น อย่างไรเหล่า ที่บรรดานักนิติศาสตร์ของศาสนา อนุโลมในการมุ่งเน้นให้ความสนใจเรื่องฟัรดูกิฟายะฮ์ที่ชนกลุ่มหนึ่งได้กระทำการศึกษาไว้แล้ว โดยที่(พวกเขา)ละเลยสิ่งที่ยังไม่มีผู้ใดทำการศึกษา ?! ...มันช่างห่างไกล(สัจจะธรรม)เหลือเกิน มันช่างห่างไกล(สัจจะธรรม)เหลือเกิน , วิชาการศาสนาได้ล่มสลายในคราบของนักปราชญ์ที่ชั่ว ดังนั้น อัลเลาะฮ์ ตะอาลา เท่านั้น คือผู้ที่ถูกขอความช่วยเหลือ ไปยังพระองค์คือผู้เป็นที่พึ่งจากการให้พระองค์ทรงคุ้มครองเราจากการหลอกลวงอันนี้ ที่ทำให้พระองค์ผู้ทรงเมตตามีความโกรธกริ้วและทำให้ชัยฏอนหัวเราะ” ดู หนังสือ เอี๊ยะหฺยาอ์ อุลูมิดดีน เล่ม 1 หน้า 12

เมื่อดังกล่าวได้ประจักษ์ชัดแล้ว ดังนั้น บนพื้นฐานอันใดหรือ? ที่ท่านอิบนุอะฏออิลและฮ์ได้แบ่งความรู้ออกเป็น ความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ ??

ตอบ การแบ่งประเภทของความรู้นั้น ท่านอิบนุอะฏออิลและฮ์ไม่ได้พิจารณาถึงตัวของวิชาความรู้ แต่ท่านพิจารณาถึง “เป้าหมายหรือเจตนา” ของผู้แสวงความวิชาความรู้ ดังนั้น ผู้ที่มีเป้าหมายในการศึกษาหรือสั่งสอนวิชาความรู้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานและทางนำของศาสนา แน่นอน ความรู้ที่คำนึงถึงเจตนาเช่นนี้ ย่อมเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ และสำหรับบุคคลที่มีเป้าหมายขัดแย้งกับมาตรฐานและทางนำของศาสนา แน่นอน ความรู้ที่คำนึงถึงเป้าหมายเช่นนี้ ย่อมเป็นความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น มาตรฐานของศาสนาเกี่ยวกับกรณีนี้ ไม่ได้พิจารณาให้เป็นอื่น นอกจาก เป็นวิชาความรู้ที่ทำให้บ่าวมีความใกล้ชิดในการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และทำให้เขาเพิ่มพูนความเคร่งครัดในทางนำของพระองค์ หรือเป็นวิชาความรู้ที่มาปิดกั้นตัวเขาจากการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์ และทำให้เขาห่างไกลจากทางนำ

เป็นที่ทราบดีว่า ผู้ใดที่รู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และตัวของเขาเอง มีความเคร่งครัดในทางนำของพระองค์แล้ว แน่นอน เขาย่อมเป็นผู้ที่มีคุณประโยชน์และเป็นที่รักของผู้คนทั้งหลาย และผู้ใดที่ถูกปิดกั้นจากการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์ และหันเหออกจากแนวทางของพระองค์ เขาก็ย่อมดำรงชีวิตโดยเพิกเฉยหรือทำเบาความต่อบรรดาสิทธิของบรรดามุสลิม มีความเห็นแก่ตัว คำนึงแต่ตนเอง ดังนั้น ความรู้ย่อมเป็นดาบสองคมที่มีอยู่ในมือของมนุษย์ในทั้งสองสภาพการณ์นี้ เพราะฉะนั้น ความรู้จะมีสภาพที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพของเจ้าของความรู้นั้น ๆ ดังนั้น ความรู้จะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่รู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์และมีความเคร่งครัดอยู่บนทางนำ และความรู้จะเกิดโทษแก่ผู้ที่ถูกปิดกั้นจากอัลเลาะฮ์และหันเหออกจากทางนำของพระองค์

แท้จริง ผู้ใดที่รู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.)นั้น เขาจะรัก ให้เกียรติ และดำรงอยู่บนทางนำของพระองค์ หลังจากนั้น เขาได้มุ่งศึกษาวิทยาการสาขาใดก็ตามที่มีลักษณะวิชาการทางโลกดุนยา เช่น การแพทย์ศาสตร์ วิศวะกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกซ์ เคมี และดาราศาสตร์ เป็นต้น แล้วเขาก็ทำการศึกษา สั่งสอนและฝึกฝนแล้ว แน่นอน วิทยาการทางโลกเหล่านั้น ย่อมเป็นปัจจัยที่มาเพิ่มพูนให้เขารู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์และให้เกียรติในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเขาก็ไม่ได้นำวิทยาการต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้ นอกจาก เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ชาติ ดังนั้น เขาช่างมีความรู้ที่เป็นคุณประโยชน์เสียจริง ๆ ! อีกทั้งยังสร้างความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และสร้างคุณประโยชน์ให้แก่บรรดาปวงบ่าวของพระองค์อีกด้วย

และบุคคลใดที่หลงทางออกจากการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และหันเหจากการศรัทธาต่ออัลเลาะฮ์อย่างแท้จริงและหันเหจากการยึดมั่นอยู่บนทางนำของพระองค์แล้ว หลังจากนั้น เขาก็ได้มุ่งมั่นศึกษาวิชาการแขนงต่าง ๆ ของศาสนา เช่น นิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์) มูลฐานนิติศาสตร์(อูซูลุลฟิกห์) อธิบาย อัลกุรอาน หะดิษ อะกีดะฮ์ และชีวประวัติของท่านนบี(ซ.ล.) เป็นต้น โดยเขาทำการศึกษา สั่งสอนและฝึกฝนแล้ว แน่นอน วิชาการศาสนาเหล่านั้น จะเป็นปัจจัยที่มาสนองความต้องการของอารมณ์และทำให้ระบบและระเบียบต่าง ๆ ยอมจำนนเพื่อสนองผลประโยชน์ส่วนตัว

เพราะฉะนั้น จึงประจักษ์แล้วว่า วิชาความรู้มีหลากหลายรูปแบบตามแต่เป้าหมายหรือเจตนาที่มีอยู่ในหัวใจของผู้สั่งสอนและแสวงหาความรู้ และเจตนาหรือเป้าหมายเหล่านี้ ยังแบ่งออกเป็นเป้าหมายที่ดีและเป็นเป้าหมายที่ไม่ดี ดังนั้น บรรดาความรู้หรือวิทยาการต่าง ๆ ที่มนุษย์นำมาใช้นั้น ย่อมแบ่งออกเป็นความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ตามเป้าหมายและเจตนาของเจ้าของความรู้เอง

แท้จริง ทุก ๆ จากหัวใจและสติปัญญา ต่างมีสถานะภาพที่หลากหลาย ตามแต่ความรู้ที่เจ้าของหัวใจและสติปัญญาได้รับ ดังนั้น ความรู้ที่มีประโยชน์ ย่อมเป็นรัศมีที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ซึ่งบางส่วนได้แผ่รัศมีในทุกห้องของหัวใจ ร่องรอยของความรู้ที่มีประโยชน์ จะปรากฏผลแก่จิตใจ ให้มีความยำเกรง ให้เกียรติ และมีความรักต่ออัลเลาะฮ์ อัซซะวะญัลล่า และความรู้ที่มีประโยชน์บางส่วน จะส่องรัศมีอยู่ในห้วงของสติปัญญา แล้วผลของรัศมีนั้น ก็จะทำให้แจ้งประจักษ์กับความมัวหมองที่ทับถมอยู่ในหัวใจอันเป็นเหตุทำให้เกิดความสงสัยและผลักดันให้เขาเข้าไปอยู่ในความงวยงงและสับสน

ความรู้ที่มีคุณประโยชน์ที่ทำให้รัศมีนี้แผ่กว้างนั้น ย่อมไม่มีการแบ่งแยกระหว่าง วิชาการทางโลกและวิชาการทางศาสนา เพราะท่านทราบดีแล้วว่า เป้าหมายและเจตนา คือองค์ประกอบของวิชาความรู้ทั้งหลาย และทำให้ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่เป็นโทษ ซึ่งความรู้ที่มีประโยชน์นั้น ย่อมเป็นความรู้สำหรับวันโลกหน้า ถึงแม้ว่าลักษณะความรู้นั้น จะอยู่ในรูปแบบของทางโลกก็ตาม และความรู้ที่ทำให้เกิดโทษหรือไม่มีประโยชน์ ย่อมเป็นความรู้สำหรับดุนยา ถึงแม้ว่าลักษณะความรู้นั้น อยู่ในรูปแบบของวิชาการศาสนาก็ตาม ดังนั้น เป้าหมายและเจตนา คือมาตราวัดในคุณลักษณะของวิชาความรู้

บ่อเกิดแห่งรัศมีจากความรู้นั้น คือจะแผ่รัศมีอยู่ทั้งในหัวใจและสติปัญญา ซึ่งมันเป็นเรื่องของความรู้ทั้งในเชิงทางโลกและและเชิงศาสนา

สำหรับความรู้ทางโลก เช่น วิชาการต่าง ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วในเบื้องต้น คือบ่อเกิดแห่งรัศมีที่แผ่คลุมหัวใจของผู้แสวงหาความรู้นั้น คือ สัจจะธรรมความจริง ที่อัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) ได้ตรัสอธิบายไว้ว่า

وَإِن مِّن شَيْءٍ إِلاَّ يُسَبِّحُ بِحَمْدَهِ

“และไม่มีว่าจะเป็นสิ่งใด ๆ ก็ตาม นอกจาก จะแซ่ซร้องสดุดี พร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์” อัลอิสรออฺ 44

และเช่นเดียว ที่พระองค์ทรงตรัสว่า

كُلٌّ قَدْ عَلِمَ صَلَاتَهُ وَتَسْبِيحَهُ

“ทั้งหมด(สิ่งที่อยู่ในฟากฟ้าและแผ่น)นั้น ล้วนรู้ถึงหน้าที่ของการนมัสการและการแซ่ซร้องสดุดีของตน(ที่มีต่อพระองค์)” อันนูรฺ 41

หมายถึง ไม่มีแก่นแท้ทางด้านวิชาการอันใดที่เกี่ยวข้องระบบของจักรวาลที่อยู่ในผืนฟ้าและแผ่นดินหรือระหว่างทั้งสอง นอกจากว่า จะประจักษ์ชัดถึงความยอมจำนนของระบบดังกล่าวต่ออำนาจของอัลเลาะฮ์ และระบบดังกล่าว ได้ถูกวางให้อยู่ตามหน้าที่ที่อัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ทรงกำหนดไว้ให้ และการยอมจำนนที่สามารถประจักษ์รู้ได้นี้ คือส่วนหนึ่งจากคำตรัสของพระองค์ที่ว่า

وَخَلَقَ كُلَّ شَيْءٍ فَقَدَّرَهُ تَقْدِيراً

“และพระองค์ทรงบันดาลทุกสิ่ง แล้วทรงกำหนดสิ่งนั้น ๆ ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ” อัลฟุรกอน 2

การรู้ถึงระบบต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจาก เพื่อให้แจ้งประจักษ์ถึงหน้าที่ที่อัลเลาะฮ์ทรงให้สรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายยอมจำนน โดยยังคงดำรงตามหน้าที่ของมันตั้งแต่อดีตกาลอย่างเคร่งครัด ไม่บกพร่องและสั่นคลอนเลย นั่นคือ ความหมายหนึ่ง จากความหมายของตัสบีหฺ แซ่ซร้องสดุดีที่พระองค์ทรงอธิบายไว้เกี่ยวกับบรรดาสรรพสิ่งทั้งลายที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด และผู้ที่รู้แจ้งประจักษ์ สามารถทราบถึงศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างหลากหลายนี้ เช่น การแพทย์ศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกซ์ เคมี วิศวะ เกษตรศาสตร์ และอื่น ๆ

แต่การแผ่รัศมีไปยังสติปัญญาและหัวใจของผู้มีความรู้นั้น มีเงื่อนไขเดียว ก็คือ ต้องไม่แสวงหาวิทยาการต่าง ๆ หรือวิเคราะห์ถึงสาระบบต่าง ๆ แห่งพระเจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลายที่อัลเลาะฮ์ทรงสร้างสรรค์มันขึ้นมา นอกจาก เพื่อรู้ประจักษ์ถึง แก่นแท้ของเป้าหมายและหน้าที่พื้นฐานของมันที่อัลเลาะฮ์ทรงวางไว้ให้ ดังนั้น เมื่อเป้าหมายของเขามีความบริสุทธิ์ในการพิสูจน์และวิจัยถึงสาระบบเหล่านี้ เขาก็จะทราบถึงสาระบบแห่งจักรวาลนี้ ได้ทำการตัสบีหฺ แซ่ซร้องสดุดีต่อพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถได้ยินการตัสบีหฺของจักรวาลทั้งหลาย ด้วยหูแห่งสติปัญญาและความเข้าใจ และบรรดาจักรวาลทั้งหลายก็จะเผยให้เห็นถึง ความมหาบริสุทธิ์ของพระองค์จากทุก ๆ ประการที่ไม่บังควรสำหรับพระองค์ และหัวใจของเขาจะมีความปีติ เบิกบานในสิ่งดังกล่าว โดยเชื่อในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ บรรดาความรู้สึกจะเต็มไปด้วย ความยำเกรงและทำการเทิดเกียรติ ต่ออานุภาพอันแจ้งชัดและความน่าทึ่งในการสรรสร้างอันประณีตของพระองค์ และดังกล่าว ก็คือ รัศมีที่แผ่กว้าง ตามที่ท่านอิมาม อิบนุ อะฏออิลและฮ์ ได้กล่าวไว้ว่า “มันคือความรู้ที่แผ่รัศมีอยู่ในหัวใจ”

สำหรับความรู้ทางด้านศาสนานั้น บ่อเกิดรัศมีของมัน คือ เป็นประเภทหนึ่งที่มีเกรียรติยิ่ง จากประเภทต่าง ๆ ของการซิกิร รำลึกถึงอัลเลาะฮ์ ตะอาลา เนื่องจากความรู้ในเรื่องของศาสนา ย่อมไม่พ้นจากการให้ความสนใจเกี่ยวกับ กิตาบุลลอฮ์ ซุนนะฮ์ของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ หรือสิ่งที่ได้รับมาจากทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นหลักการศรัทธา(อากีดะฮ์) หลักนิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์) หรือหลักมูลฐานของนิติศาสตร์ (อุศูลุลฟิกห์) เป็นต้น ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า บุคคลใดที่ให้ความสนใจในการรู้จักต่อหลักการดังกล่าวนั้น เขาย่อมเสมือนผู้ที่มุ่งหน้าไปยังอัลเลาะฮ์ ตะอาลา เพื่อให้ได้รับความประจักษ์ชัด เพิ่มพูนการรู้จักถึง อาตมันและบรรดาคุณลักษณะของอัลเลาะฮ์ รู้การอธิบายถึงบรรดาอุดมการณ์และหลักการต่าง ๆ ที่บ่าวของพระองค์ต้องนำมายึดปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนั้น สิ่งดังกล่าวทั้งหมด ย่อมทำให้เขา อยู่กับอัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮูวะตะอาลา

ดังนั้น อะไรคือความหวังของบุคคลที่อยู่กับอัลเลาะฮ์ โดยเขาได้ศึกษาวิชาความรู้ เกี่ยวกับภารกิจต่าง ๆ ที่อัลเลาะฮ์ทรงกำหนดให้ปวงบ่าวของพระองค์มีความรับผิดชอบ ? เป็นสิ่งที่ไม่สงสัยเลยว่า ต่อไป เขาจะได้รับการคุ้มครอง เพราะพระองค์จะทรงสำแดง(ตะญัลลีย์) ถึงความเอ็นดู เมตตาแก่เขา และต่อไปเขาจะอยู่พร้อมกับพระองค์ โดยทรงให้การอุปถัมภ์ ให้ความคุ้มครอง และให้ความเพียงพอ ตราบใดที่เขาได้อยู่พร้อมกับพระองค์ ด้วยการศึกษาเกี่ยวกับศาสนา น้อมรับฟังคำตรัสของพระองค์ และแสวงหาความรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติที่พระองค์ทรงกำชับแก่ปวงบ่าว

ถือเป็นความเพียงพอ ในการบ่งชี้ว่า การให้ความสนใจวิทยาการต่าง ๆ ของอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั้น เป็นประเภทหนึ่งของอิบาดะฮ์ที่มีเกียรติสุด คือคำกล่าวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ที่ว่า

فضل العالم علي العابد كفضل القمر ليلة البدر على سائر الكواكب

“ความประเสริฐของผู้มีความรู้ ย่อมเหนือว่า นักทำอิบาดะฮ์ ประดุจดัง ความประเสริฐของดวงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ ที่(โดดเด่น)เหนือบรรดาหมู่ดวงดาวอื่น ๆ” รายงานโดย อบีดาวูด , อัตติรมีซีย์ , อันนะซาอีย์ จากท่านอบีดัรดาอฺ

ดังนั้น เมื่อบ่าวคนหนึ่ง ได้มุ่งศึกษากิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์ของร่อซูลุลเลาะฮ์ แล้วเขาก็วินิจฉัยวิทยาการต่าง ๆ ของศาสนาและหลักอากีดะฮ์ ที่มาจากทั้งสอง โดยที่เขามีเจตนาที่บริสุทธิ์ใจแล้ว แน่นอน ย่อมไม่มีสิ่งใดที่มาผลักดันให้เขาสนใจสิ่งดังกล่าวนี้ นอกจาก เพื่อรู้จักข้อบังคับที่พระองค์บัญญัติขึ้นมา และมีความสุขด้วยการเพิ่มพูนความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮ์ และรู้จักถึงบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ ดังนั้น บรรดาวิทยาการดังกล่าว ย่อมเป็นรัศมีที่แผ่คลุมหัวใจและสติปัญญาของเขา ซึ่งเป็นรัศมีแห่งพระผู้เป็นเข้าที่สำแดง(ตะญัลลีย์) ออกมาโดยให้สติปัญญาของเขามีแสงสว่างด้วยการทวีคูณความยาเกนที่มีต่อพระองค์ และทำหัวใจของเขามีความโชติช่วงเป็นทวีคูณด้วยทำการเทิดเกียรติ มีความรัก และคิดคำนึงถึงพระองค์อยู่เสมอ

สำหรับบุคคลที่แสวงหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อเป็นพาหะอันต่ำต้อย โดยต้องการให้บรรลุถึงความหวังในดุนยา จึงไม่สงสัยเลยว่า ต่อไปเขาจะถูกห้ามจากรัศมีอันเรืองรองเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจจะถูกปิดกั้นไม่ให้ได้รับตามความใฝ่ฝันและความละโมบต่อดุนยาที่เขาหวังไว้

และไม่เพียงเท่านั้น เพราะผลจากการที่อัลเลาะฮ์ทรงมีความหวงแหนต่อศาสนาของพระองค์นั้น พระองค์จะลงโทษผู้ที่นำศาสนาของพระองค์มาเป็นเครื่องมือสนองเป้าหมายของตนเองเพื่อดุนยา ด้วยการทำให้จิตใจของเขามีความแข็งกระด้าง ซึ่งบางครั้ง เขาอาจจะถูกนับเข้าไปอยู่ในจำพวกที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า

وَاعْلَمُواْ أَنَّ اللّهَ يَحُولُ بَيْنَ الْمَرْءِ وَقَلْبِهِ

“พวกท่านพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลเลาะฮ์ทรงแทรกอยู่ระหว่างบุคคลหนึ่งกับหัวใจของเขา” อัลอัมฟาล 24

บทสรุปจากฮิกัมนี้ ก็คือ บรรดาความรู้ต่าง ๆ ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นแนวทางเพื่ออุทิศให้แก่การรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์ ตะอาลา แต่ความรู้เหล่านั้น ได้แบ่งออกเป็นสองประเภท คือความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่เป็นโทษ โดยคำนึงถึงสถานะภาพและเป้าหมายของผู้แสวงหา และในสิ่งดังกล่าว ย่อมไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความรู้ ที่ถูกเรียกว่า ความรู้ทางโลกและความรู้ทางศาสนา

โดย อัลอัซฮะรีย์ อารีฟีน แสงวิมาน

1. การเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดานั้นครอบคลุมหลักการกี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ 2 ประการคือ 1. หลักความเชื่อ 2. หลักศาสนบัญญัติ

2. หลักศาสนบัญญัติที่ท่านศาสดา (ซ.ล.) ทรงนำมาเผยแพร่นั้น ครอบคลุมใครบ้าง ?
ตอบ ผู้บรรลุศาสนภาวะทุกเผ่าพันธ์ ไม่ว่าเป็นมนุษย์หรือญิน

3. วิชาเตาฮีดหรือวิชาอั้ล-กาลาม เกิดขึ้นในสมัยใด ?
ตอบ สมัยราชวงศ์ อับบาซีย์

4. ในสมัยราชวงศ์ อุมะวียะห์ นั้น การศรัทธาของอิสลามวางอยู่บนพื้นฐานแห่งอะไร ?
ตอบ ความบริสุทธิ์ปราศจากการโต้แย้ง

5. ความเป็นมาของวิชาเตาฮีด มาจากสาเหตุหลักๆกี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ 2 ประการ คือ สาเหตุภายใน และสาเหตุภายนอก

6. กลุ่มซีอะห์ หมายถึงกลุ่มบุคคลที่มีทัศนะ แนวคิดในอิสลามอย่างไร ?
ตอบ ผู้มีสิทธิ์โดยชอบธรรมในตำแหน่งคอลีฟะห์ หลังการสวรรณคตของท่านศาสดา(ซ.ล.) คือท่านอาลีอิบนุอะบีตอเล็บ

7. กลุ่มบุคคลที่มีความคิดปฏิเสธอนุญาโตตุลาการ และได้ถอนตัวจากการสนับสนุนการเป็นคอลีฟะห์ของท่านอาลี อิบนุอะบีตอเล็บ คือกลุ่มใด ?
ตอบ กลุ่มคอวาริจ

8. จากความแตกต่างด้านความคิดเกี่ยวกับวิชาเตาฮีด ทำให้เกิดกลุ่มแนวคิดในอิสลามกลุ่มใหญ่ๆขึ้นกี่กลุ่ม ? กลุ่มใดบ้าง ?
ตอบ 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มซีอะห์ 2. กลุ่มคอวาริจ 3. กลุ่มมุรญิอะห์

9. เมืองที่เป็นแหล่งของลัทธิ และคำสอนต่างๆ ในประเทศอิรัคมากที่สุด คือเมืองใด ?
ตอบ เมืองบัศเราะห์

10. ชนกลุ่มใดที่ปฏิเสธว่า มนุษย์นั้นไม่มีเจตนาเป็นของตนเอง ?
ตอบ กลุ่มญับรียะห์

11. ชนกลุ่มใดที่มีทัศนะว่า มนุษย์นั้นมีเสรีภาพในการเจตนาเป็นของตนเอง ?
ตอบ กลุ่มก็อดรียะห์

12. กลุ่มก็อดรียะห์ มีใครเป็นหัวหน้ากลุ่ม ?
ตอบ มะอ์บัด อั้ล ญุฮะนีย์

13. ท่ามกลางความสับสนทางความคิดในวิชาเตาฮีด ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งที่ชี้แจงหลักความเชื่อของมุสลิมตามแนวทางอั้ล-กุรอาน คือใคร ?
ตอบ ท่าน หะซัน บัศรีย์

14. ลูกศิษย์ของท่าน หะซัน บัศรีย์ ที่โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่อง “ผู้ทำบาปใหญ่ที่ตายโดยมิได้เตาบะห์” ชื่ออะไร
ตอบ วาศิล อิบนุ อะตออ์

15. ท่านหะซัน บัศรีย์ ได้โต้แย้งกับลูกศิษย์ของท่าน ที่ชื่อ วาศิล อิบนุอะตออ์ นั้น เรื่องใด ?
ตอบ ผู้ทำบาปใหญ่ที่ตายโดยมิได้เตาบะห์

16. หัวหน้ากลุ่ม อะซาอิเราะห์ คือใคร ?
ตอบ อะบุลหะซัน อั้ล อัซอารีย์

17. กลุ่มอะห์ลิซซุนนะห์ วั้ลญามาอะห์ ถือกำเนิดมาจากพื้นฐานแนวความคิดตามหลักความเชื่อของกลุ่มใดบ้าง ?
ตอบ กลุ่ม มั๊วะตะซิละห์ และ กลุ่ม อะซาอิเราะห์

18. ความเป็นมาของกลุ่มแนวคิดต่างๆตามหลักความเชื่อ มีแหล่งที่มาจากปัญหากี่ประการ ? อะไรบ้าง ?
ตอบ 2 ประการ คือ 1. การขัดแย้งเกี่ยวกับตัวผู้นำ 2. การขัดแย้งเกี่ยวกับหลักพื้นฐาน

19. เตาฮีด ตามรากศัพท์ หมายถึงอะไร ?
ตอบ หมายถึง ความรู้ที่ว่าสิ่งหนึ่งนั้นเป็นเอกะ

20. คุณประโยชน์ของวิชาเตาฮีด คืออะไร ?
ตอบ การรู้จัก อัลเลาะห์

21. อัตตักลีด หรือการถือตาม คืออะไร ?
ตอบ การยึดถือในคำพูดของผู้อื่นโดยไม่รู้หลักฐาน

22. ผู้ตามแบ่งออกเป็นกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
ตอบ 2 ประเภท 1. ผู้ตามที่มีความแน่ใจ 2. ผู้ตามที่ไม่มีความแน่ใจ

23. อั้ล อีมาน (การศรัทธา) ตามรากศัพท์ หมายถึงอะไร ?
ตอบ การปลอดภัยจากการโกหกและการขัดแย้ง

24. อั้ล อีมาน ตามศัพท์เทคนิค กลุ่มอะซาอิเราะห์และกลุ่มมาตุรีดียะห์ได้ให้คำนิยามว่าอย่างไร ?
ตอบ การยอมรับทางใจ

25. อั้ล อีมาน ตามศัพท์เทคนิค ท่านอะบูฮานีฟะห์และผู้ยึดถือตามท่านได้ให้คำนิยามว่าอย่างไร ?
ตอบ การยอมรับทางใจ และการปฏิญานตน

26. อั้ล อีมาน ตามศัพท์เทคนิค กลุ่มคอวาริจและมั๊วะตะซิละห์ ได้ให้คำนิยามว่าอย่างไร ?
ตอบ การยอมรับทางใจ การปฏิญานตน และการกระทำตามศาสนบัญญัติ

27. อั้ล อิสลาม ตามรากศัพท์ หมายถึงอะไร ?
ตอบ การยอมตามทั้งภายนอกและภายใน


เรื่องเล่าคนดี
ท่านฮะซัน อัลบัสรีย์ได้รับรู้ว่ามีชายคนหนึ่งได้กล่าวหาตัวเขาในเรื่องที่ไม่ดี ในวันต่อมาท่านจึงได้เดินทาง  เพื่อไปหาชายคนดังกล่าวและได้มอบผลอินทผาลัมให้เป็นของขวัญ ชายคนนั้นเกิดความประหลาดใจอย่างมากจึงได้ถามขึ้นว่า "วันนี้ท่านมอบผลอินทผาลัมเป็นของขวัญแก่ฉันกระนั้นหรือ? ในเมื่อเมื่อวานฉันได้กล่าวหาท่านในทางที่ไม่ดี" ท่านฮะซันจึงได้ตอบชายคนนั้นไปว่า "ฉันมอบผลอินทผาลัมให้กับท่านในวันนี้ก็เพราะว่า ท่านได้มอบความดีของท่านให้กับฉันเมื่อวานนี้"

หัวใจกับลิ้น
ท่านลุกมานมีบ่าวผิวดำอยู่คนหนึ่ง เขาได้สั่งบ่าวคนดังกล่าวให้เชือดแพะตัวหนึ่ง โดยกำชับบ่าวว่า จงนำชิ้นส่วนที่ดีที่สุดของแพะมาให้เขาสักสองชิ้น บ่าวคนนั้นจึงนำลิ้นกับหัวใจมาให้เขา หลังจากนั้นหนึ่งวัน เขาได้สั่งบ่าวคนเดิมอีกว่า จงไปเชือดแพะตัวหนึ่ง แล้วนำชิ้นส่วนที่ไม่ดีที่สุดมาให้เขาสักสองชิ้น บ่าวคนนั้นก็นำลิ้นและหัวใจมาให้เขาอีก เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงถามบ่าวคนนั้นว่า "ฉันได้สั่งให้ท่านเชือดแพะแล้วนำสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ฉัน ท่านก็ได้เอาลิ้นกับหัวใจมาให้ พอฉันสั่งให้เอาสิ่งที่เลวที่สุดมาให้ ท่านก็กลับนำลิ้นกับหัวใจมาให้ฉันอีก ทำไมหรือ"? บ่าวคนนั้นตอบว่า "ไม่มีชิ้นส่วนไหนที่ดีที่สุดเท่ากับสองชิ้นนี้เมื่อมันดี และไม่มีชิ้นส่วนไหนที่ไม่ดีที่สุดนอกเสียจากสองชิ้นนี้เมื่อมันไม่ดี

ลงโทษตามเจตนา
เล่ากันว่ามีพี่น้องอยู่คู่หนึ่ง คนพี่เป็นผู้ทำความดีอยู่เป็นนิจ ส่วนคนน้องสร้างแต่ปาบอยู่เสมอ วันหนึ่งความต้องการได้ครอบงำฝ่ายผู้ทำความดีให้ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ โดยเขาได้รู้มาว่า ... อัลลอฮฺคือผู้ทรงอภัยและปราณีเสมอ ... เขาจึงนึกในใจขึ้นมาทันทีว่า เขาจะลงไปหาน้องของเขาข้างล่าง แล้วร่วมกันสร้างบาปกับน้องสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยทำการขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺกับชีวิตที่เหลืออยู่ในภายหลัง เมื่อคิดดังนั้นแล้ว เขาก็ได้ลงไปโดยยึดถือเจตนาดังกล่าวไว้เป็นมั่น

ส่วนผู้น้องที่ทำบาปอยู่เป็นประจำได้พูดขึ้นว่า ฉันใช้ชีวิตหมดไปกับการทำบาป ส่วนพี่ของฉันเป็นผู้ทำแต่ความดี เขาจะต้องได้เข้าสวรรค์ ส่วนตัวฉันต้องตกนรกเป็นแน่ ดังนั้นข้าขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันขออภัยโทษต่ออัลลลอฮ ชีวิตที่ฉันเหลืออยู่จากนี้ไป ฉันจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี และฉันจะขึ้นไปหาพี่ของฉันเพื่อปฏิบัติตามในเรื่องความดี หวังว่าอัลลอฮฺจะทรงอภัยแก่ฉัน ดังนั้นเขาจึงได้วิ่งขึ้นไปชั้นบนโดยยึดถือเจตนาดังกล่าวไว้ในใจอย่างแน่วแน่ ทันใดนั้นคนพี่ที่มีเจตนากระทำบาป ได้วิ่งลงมาแล้วพลาดท่าลื่นล้มทับคนน้อง ทั้งสองได้เสียชีวิตพร้อมกัน ณ ตรงนั้น

ได้มีการตัดสินลงโทษชายผู้พี่ ซึ่งทำความดีอยู่เป็นนิจตามเจตนาจะสร้างบาป และได้อภัยโทษแก่ชายผู้น้อง ซึ่งทำบาปอยู่เป็นอาจิณตามเจตนาที่ต้องการจะขออภัย...

“คู่ชั๊วะ”พึงรู้ว่าการละหมาดนั้นคือ ซิเกร คือการอ่าน คือการเข้าเฝ้า คือการสนทนา จึงต้องกระทำด้วยหัวใจ(มโนกรรม) ซึ่งเมื่อกระทำอย่างถูกต้องและสมบูรณ์จะเกิดความเข้าใจ ความเคารพ ความเกรงกลัว ความหวัง และความละอาย โดยสรุปแล้วเมื่อรู้จักอัลลอฮ์มากขึ้นก็จะยิ่งมีความกลัวมากขึ้น และทำให้มโนกรรมมีส่วนร่วมกับพฤติกรรมมากขึ้น อันส่งผลให้เกิดความยำเกรงมากขึ้นนั่นเอง

เมื่อได้ยินเสียงอะซาน ควรให้หัวใจได้สำนึกว่าความโกลาหลของวันกิยามะฮ์ได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มสะพรึงกลัว เพื่อเตรียมการตอบรับอย่างเร่งรีบ เพราะผู้ที่กระวีกระวาดรีบเร่งตอบรับเสียงอะซาน คือผู้ที่จะได้รับการเรียกร้องในวันกิยามะฮ์ด้วยความนิ่มนวล หากหัวใจยินดี มีความดีใจกับโอกาสที่จะได้เข้าเผ้าก็จะมีความยินดีและดีใจเหมือนเสียงเรียกในวันกิยามะฮ์ ด้วยเหตุนี้ท่านนะบี ศ้อลฯ จึงได้พูดกับซัยยิดินาบิล้าลว่า “จงทำให้ฉันมีความสุขกับการละหมาดเถิด โอ้บิล้าล” ทั้งนี้ก็เนื่องจากละหมาดเป็น “กุรรอตุอัยนี” ของท่านนะบี

ความสะอาดในการละหมาดก็คือ สะอาดหรือปราศจากสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ ด้วยประการฉะนี้เท่านั้น การละหมาดถึงจะเกิดความสมบูรณ์

แท้จริงตัวท่านนั้น เมื่อท่านได้ปกปิดเอารัตของท่านด้วยอาภรณ์ ดังนั้นอันใดกันเล่าที่ท่านจะนำมาปกปิดเอารัตภายใจของท่าน จึงต้องรักษามารยาทเมื่ออยู่ต่อหน้าอัลลอฮ์

พึงรู้ว่า อัลลอฮ์ทรงมองทั้งภายนอกและภายในของท่านอยู่ จึงต้องมีความนอบน้อมทั้งภายนอกและภายใน ลองพิจารณา หากท่านยืนอยู่ต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ระหว่างกษัตริย์กับพระเจ้านั้นแตกต่างกันมาก และเมื่อมีความเข้าใจดีแล้ว ก็ต้องไม่เป็นคนโกหก เมื่อกล่าวคำว่า “วัจญะฮ์ตุวัจฮี” ซึ่งแปลว่า ฉันขอพึ่งพา หรือฉันขอมอบ และเมื่อกล่าวว่า “หะนีฟัม มุสลิมัน วะมาอะนามินัลมุซริกีน” ซึ่งแปลว่า เป็นศาสนาที่เที่ยงแท้ บริสุทธิ์ และฉันไม่ใช่บรรดาผู้มีซิริก และเมื่อกล่าวว่า “อินนาซอลาตี วะนุซุกี วะมะห์ยะยาวะมะมาตีลิลแลฮ์” ซึ่งแปลว่า แท้จริงการละหมาดของฉัน การทำอิบาดะฮ์ของฉัน การมีชีวิต และการตายของฉัน ฉันขอถวายแด่อัลลอฮ์

พึงระวัง อย่าให้คำกล่าวต่าง ๆ นี้เป็นคำกล่าวที่โกหก มิฉะนั้นจะนำมาซึ่งความหายนะแก่ท่าน
ในตอนรูกั๊วะและสุหยูด ต้องมีสำนึกยอมรับในความยิ่งใหญ่และสวามิภักดิ์ ด้วยความรู้สึกแห่งตัวเองว่าต่ำต้อย คะนึงหาพระองค์ และต้องมีมารยาทนอบน้อมด้วยใจจริง ๆ

มีฮาดีสกล่าวว่า

แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรับทรงสนใจต่อผู้ละหมาด ตราบใดที่ผู้ละหมาดไม่ได้ผินความรู้สึกไปทางอื่น ดังนั้นท่านจงระวังอย่าให้ภายนอกและภายในของท่านผินไปอื่น และกล่าวว่า

แท้จริงบ่าวได้ละหมาด แต่ไม่ได้รับการบันทึกว่าได้ละหมาด ไม่ได้รับการบันทึกแม้เพียง 1/2 หรือ 1/3 หรือ 1/4 หรือ 1/5 หรือ 1/6 หรือ 1/10 ทั้งนี้เพราะการละหมาดนั้นจะถูกบันทึกเท่ากันกับที่สมองได้ละหมาดด้วยเท่านั้น

นักวิชาการกล่าวว่า การสุหยูดเพียงครั้งเดียวที่หวังความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ อานุภาพแห่งสุหยูดนั้นหากความผิด(บาป) กระจายอยู่ทุกตัวบุคคลในบ้านในเมืองนั้น แน่นอนบาปทั้งหมดนั้นมลายสิ้น นั่นหากการสุหยูดนั้นสุหยูดด้วยใจสวามิภักดิ์ ไม่มีอารมณ์อื่นใดมาเกี่ยวข้อง และไม่มีสิ่งอื่นใดมาเป็นตัวแปร


แปลจากมาวอิซอตุ้ลมุมินีน หน้า 38-39
โดย อับดุลการีม วันแอเลาะ
ที่มาของเนื้อหา http://www.kurusampan.com/main/content.php?page=news&category=10&id=1362