ความรู้ที่มีคุณประโยชน์คือความรู้ที่แผ่รัศมีอยู่ในหัวใจ


ความรู้ที่มีคุณประโยชน์คือความรู้ที่แผ่รัศมีอยู่ในหัวใจและสิ่งปิดกั้นของหัวใจนั้นจะถูกเปิดด้วยความรู้นั้น

العلم النافع هو الذى ينبسط فى الصدر شعاره ويكشف به عن القلب قناعه

ความรู้ที่มีประโยชน์ คือ ความรู้ที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อจิตใจ ขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์จากคุณลักษณะที่เลว และประดับประดาด้วยคุณลักษณะที่ดีงาม และความรู้ที่แผ่รัศมีอยู่ในหัวใจ ก็คือ ความเย็นใจ ความสบายใจ ความยาเกน มีการมอบหมาย ยอมจำนน และพอใจในสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงประทานให้ จากสิ่งดังกล่าว ก็จะทำให้เกิดความยำเกรง มีความละอายต่อพระองค์ และทำให้มีความสงบ มั่นคงภายในจิตใจ และอื่น ๆ จากคุณลักษณะที่ดีงาม ดู เพิ่มเติมจากหนังสือ อีกอซุลฮิมัม ฟี ชัรหฺ อัลฮิกัม ของท่าน อิบนุ อะญีบะฮ์ หน้า 389 - 390

ท่านอิมามมาลิก(ร.ฏ.) กล่าวว่า

ليس العلم كثرة الرواية، إنّما العلم نور يقذف الله تعالى فى القلوب

“วิชาความรู้นั้น ไม่ใช่มีการรายงานมากๆ แต่แท้จริง วิชาความรู้ คือ รัศมีที่อัลเลาะฮ์ทรงบรรจุไว้ในบรรดาหัวใจ” ดู ชัรหฺ ฮิกัม ของท่าน อิมาม อับดุลเลาะฮ์ อัชชัรกอวีย์ เล่ม 2 หน้า 50

ชัยคุลอิสลาม ชัยค์ อับดุลเลาะฮ์ อัชชัรกอวีย์ กล่าวอธิบายว่า “ผลประโยชน์ของวิชาความรู้ คือ ทำให้บ่าวมีความใกล้ชิดต่อผู้อภิบาลของเขา และทำให้ห่างไกลจากการมองเพียงแค่ตนเอง(โดยลืมอัลเลาะฮ์) และดังกล่าว ย่อมเป็นความมีวาสนาเป็นที่สุดและยังเป็นจุดหมายของความปรารถนาและต้องการ” ดู ชัรหฺ ฮิกัม เล่ม 2 หน้า 50

ท่านชัยค์ อุวัยส์ บิน อับดิลลาฮ์ อัลหุซัยนีย์ ได้กล่าวอธิบายว่า “ความรู้ที่มีประโยชน์ คือ รัศมีที่ทำให้บรรดาหัวใจมีแสงสว่าง และสามารถรับรู้ถึงข้อตำหนิต่าง ๆ (ของหัวใจ) ได้ ดังนั้น รัศมีจึงไม่อยู่ก่อนบรรดาข้อตำหนิหรือรุดหน้ามาอยู่ก่อน(เนื่องจากหากมีรัศมีแล้วข้อตำหนิจะไม่มี) ดังนั้น เขาก็จะทำการเตาบะฮ์ “มนุษย์ทุกคนย่อมผิดพลาดและบรรดาผู้ทำความผิดที่ดีเลิศนั้น คือ ผู้ทำการเตาบะฮ์” ดู อัลวาริดาต อัลอุวัยซียะฮ์ อะลา อัลหะกัม อัลอะฏออียะฮ์ หน้า 13

บางครั้ง ฮิกัมนี้อาจจะทำให้เข้าใจว่า วิชาความรู้มีสองประเภท คือ ความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ แต่ความจริงแล้ว มิใช่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านอิมามอิบนุอะฏออิลและฮ์มิได้มีจุดประสงค์เฉกเช่นดังกล่าว

เพราะแท้จริงแล้ว ในองค์วิชาความรู้นั้น ย่อมมีประโยชน์เสมอ อีกทั้งยังได้รับความปรารถนาในทุกสภาวการณ์ หากแม้นความสำคัญของวิชาความรู้จะลดหลั่นกันไปตามลักษณะของความรู้ที่แตกต่างกัน ความรู้ ณ ที่นี้ นักปราชญ์ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ที่เป็นฟัรดูอีน ซึ่งเป็นความรู้ที่พระองค์ทรงบัญญัติแก่มนุษย์ทุกคน และความรู้ที่เป็นฟัรดูกิฟายะฮ์ ซึ่งเป็นความรู้ที่พระองค์ทรงมุ่งเน้นแก่ผู้ที่มีความสามารถในการสนองความต้องการของคนอื่น ๆ ได้ ดู รายละเอียดเพิ่มเติม จากหนังสือ เอี๊ยะหฺยาอฺ อุลูมิดดีน ของท่านอิมาม อัลฆอซาลีย์ เล่ม 1 หน้า 12

บางครั้งท่านอาจจะกล่าวว่า “ความรู้นั้น มีทั้งสิ่งที่ถูกห้ามนำมาศึกษาและนำมาปฏิบัติ เช่น โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ เป็นต้น” คำตอบก็คือ ความจริงแล้ว ในแก่นแท้ของไสยศาสตร์ ไม่ถือว่าเป็นวิชาหรือศาสตร์ตามทัศนะของอิสลาม เพราะนอกเหนือจากการที่มันเป็นสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนและก่อให้เกิดโทษแล้ว มันยังเป็นความมุสาและงมงาย และโหราศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน ตามที่อิมามอัลฆอซาลีย์ ได้กล่าวไว้

หากพิจารณาถึงความรู้ในแง่ของความเลื่อมล้ำ โดยคำนึงถึงความต้องการที่ไม่เท่าเทียมกันนั้น ท่านจะพบว่า วิชาการทางโลก เช่น แพทย์ศาสตร์ วิศวะ และวิชาเกี่ยวกับอุตสาหกรรม เป็นต้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าวิชาการศาสนาบางส่วนตามมาตรฐานของศาสนา ดังกล่าวเช่น ในเมือง ๆ หนึ่ง มีผู้คนมากมายที่มีความชำนาญในวิชาการศาสนา แต่ไม่มีจำนวนที่เพียงพอ จากผู้มีความชำนาญในด้านวิชาการทางโลก

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า “วิชาการศาสนา” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของวิชาการที่เฉพาะเจาะจงในตัวของมัน เพราะบางครั้ง วิชาการทางโลกที่พวกกาเฟรหรือพวกปฏิเสธมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งกว่านั้น ซึ่งในบางสภาวการณ์มันอาจจะผนวกเข้าไปร่วมอยู่ในวิชาการของศาสนา คือ เป็นวิชาการที่อัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ทรงบัญญัติใช้ให้บ่าวของพระองค์ทำการศึกษา และบางครั้งวิชาการหนึ่งที่ดูอย่างผิวเผินแล้ว เป็นวิชาการทางศาสนา แต่มีสาเหตุหนึ่งที่มาทำให้มันเข้าไปอยู่ในประเภทของวิชาการของดุนยา

ท่านอิมาม อัลฆอซาลีย์ ได้อธิบายไว้ว่า “เท่าไหร่แล้ว ที่เมือง ๆ หนึ่ง ไม่มีนักการแพทย์สักคนเดียว นอกจากผู้ไม่ใช่มุสลิมที่มาอาศัยอยู่ และไม่อนุญาตให้รับการเป็นพยานของพวกเขาเกี่ยวกับประเด็นทางด้านนิติบัญญัติอิสลามที่เกี่ยวข้องในเชิงการแพทย์ หลังจากนั้น ท่านก็จะไม่เห็นบุคคลใดเลยที่จะให้ความสนใจกับหลักการแพทย์ โดยที่พวกเขาทำการหักโหมในการร่ำเรียนวิชานิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับประเด็นปัญหาข้อขัดแย้งหรือปัญหาต่าง ๆ ที่มีการถกเถียงกัน ในเมืองนั้นก็เต็มไปด้วยบรรดานักนิติศาสตร์อิสลามที่เน้นให้ความสนใจกับการไขปัญหาศาสนา(ฟัตวา) หรือตอบคำถามจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น...ดังนั้น อย่างไรเหล่า ที่บรรดานักนิติศาสตร์ของศาสนา อนุโลมในการมุ่งเน้นให้ความสนใจเรื่องฟัรดูกิฟายะฮ์ที่ชนกลุ่มหนึ่งได้กระทำการศึกษาไว้แล้ว โดยที่(พวกเขา)ละเลยสิ่งที่ยังไม่มีผู้ใดทำการศึกษา ?! ...มันช่างห่างไกล(สัจจะธรรม)เหลือเกิน มันช่างห่างไกล(สัจจะธรรม)เหลือเกิน , วิชาการศาสนาได้ล่มสลายในคราบของนักปราชญ์ที่ชั่ว ดังนั้น อัลเลาะฮ์ ตะอาลา เท่านั้น คือผู้ที่ถูกขอความช่วยเหลือ ไปยังพระองค์คือผู้เป็นที่พึ่งจากการให้พระองค์ทรงคุ้มครองเราจากการหลอกลวงอันนี้ ที่ทำให้พระองค์ผู้ทรงเมตตามีความโกรธกริ้วและทำให้ชัยฏอนหัวเราะ” ดู หนังสือ เอี๊ยะหฺยาอ์ อุลูมิดดีน เล่ม 1 หน้า 12

เมื่อดังกล่าวได้ประจักษ์ชัดแล้ว ดังนั้น บนพื้นฐานอันใดหรือ? ที่ท่านอิบนุอะฏออิลและฮ์ได้แบ่งความรู้ออกเป็น ความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ ??

ตอบ การแบ่งประเภทของความรู้นั้น ท่านอิบนุอะฏออิลและฮ์ไม่ได้พิจารณาถึงตัวของวิชาความรู้ แต่ท่านพิจารณาถึง “เป้าหมายหรือเจตนา” ของผู้แสวงความวิชาความรู้ ดังนั้น ผู้ที่มีเป้าหมายในการศึกษาหรือสั่งสอนวิชาความรู้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานและทางนำของศาสนา แน่นอน ความรู้ที่คำนึงถึงเจตนาเช่นนี้ ย่อมเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ และสำหรับบุคคลที่มีเป้าหมายขัดแย้งกับมาตรฐานและทางนำของศาสนา แน่นอน ความรู้ที่คำนึงถึงเป้าหมายเช่นนี้ ย่อมเป็นความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น มาตรฐานของศาสนาเกี่ยวกับกรณีนี้ ไม่ได้พิจารณาให้เป็นอื่น นอกจาก เป็นวิชาความรู้ที่ทำให้บ่าวมีความใกล้ชิดในการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และทำให้เขาเพิ่มพูนความเคร่งครัดในทางนำของพระองค์ หรือเป็นวิชาความรู้ที่มาปิดกั้นตัวเขาจากการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์ และทำให้เขาห่างไกลจากทางนำ

เป็นที่ทราบดีว่า ผู้ใดที่รู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และตัวของเขาเอง มีความเคร่งครัดในทางนำของพระองค์แล้ว แน่นอน เขาย่อมเป็นผู้ที่มีคุณประโยชน์และเป็นที่รักของผู้คนทั้งหลาย และผู้ใดที่ถูกปิดกั้นจากการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์ และหันเหออกจากแนวทางของพระองค์ เขาก็ย่อมดำรงชีวิตโดยเพิกเฉยหรือทำเบาความต่อบรรดาสิทธิของบรรดามุสลิม มีความเห็นแก่ตัว คำนึงแต่ตนเอง ดังนั้น ความรู้ย่อมเป็นดาบสองคมที่มีอยู่ในมือของมนุษย์ในทั้งสองสภาพการณ์นี้ เพราะฉะนั้น ความรู้จะมีสภาพที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพของเจ้าของความรู้นั้น ๆ ดังนั้น ความรู้จะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่รู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์และมีความเคร่งครัดอยู่บนทางนำ และความรู้จะเกิดโทษแก่ผู้ที่ถูกปิดกั้นจากอัลเลาะฮ์และหันเหออกจากทางนำของพระองค์

แท้จริง ผู้ใดที่รู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.)นั้น เขาจะรัก ให้เกียรติ และดำรงอยู่บนทางนำของพระองค์ หลังจากนั้น เขาได้มุ่งศึกษาวิทยาการสาขาใดก็ตามที่มีลักษณะวิชาการทางโลกดุนยา เช่น การแพทย์ศาสตร์ วิศวะกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกซ์ เคมี และดาราศาสตร์ เป็นต้น แล้วเขาก็ทำการศึกษา สั่งสอนและฝึกฝนแล้ว แน่นอน วิทยาการทางโลกเหล่านั้น ย่อมเป็นปัจจัยที่มาเพิ่มพูนให้เขารู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์และให้เกียรติในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเขาก็ไม่ได้นำวิทยาการต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้ นอกจาก เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ชาติ ดังนั้น เขาช่างมีความรู้ที่เป็นคุณประโยชน์เสียจริง ๆ ! อีกทั้งยังสร้างความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และสร้างคุณประโยชน์ให้แก่บรรดาปวงบ่าวของพระองค์อีกด้วย

และบุคคลใดที่หลงทางออกจากการรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และหันเหจากการศรัทธาต่ออัลเลาะฮ์อย่างแท้จริงและหันเหจากการยึดมั่นอยู่บนทางนำของพระองค์แล้ว หลังจากนั้น เขาก็ได้มุ่งมั่นศึกษาวิชาการแขนงต่าง ๆ ของศาสนา เช่น นิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์) มูลฐานนิติศาสตร์(อูซูลุลฟิกห์) อธิบาย อัลกุรอาน หะดิษ อะกีดะฮ์ และชีวประวัติของท่านนบี(ซ.ล.) เป็นต้น โดยเขาทำการศึกษา สั่งสอนและฝึกฝนแล้ว แน่นอน วิชาการศาสนาเหล่านั้น จะเป็นปัจจัยที่มาสนองความต้องการของอารมณ์และทำให้ระบบและระเบียบต่าง ๆ ยอมจำนนเพื่อสนองผลประโยชน์ส่วนตัว

เพราะฉะนั้น จึงประจักษ์แล้วว่า วิชาความรู้มีหลากหลายรูปแบบตามแต่เป้าหมายหรือเจตนาที่มีอยู่ในหัวใจของผู้สั่งสอนและแสวงหาความรู้ และเจตนาหรือเป้าหมายเหล่านี้ ยังแบ่งออกเป็นเป้าหมายที่ดีและเป็นเป้าหมายที่ไม่ดี ดังนั้น บรรดาความรู้หรือวิทยาการต่าง ๆ ที่มนุษย์นำมาใช้นั้น ย่อมแบ่งออกเป็นความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ตามเป้าหมายและเจตนาของเจ้าของความรู้เอง

แท้จริง ทุก ๆ จากหัวใจและสติปัญญา ต่างมีสถานะภาพที่หลากหลาย ตามแต่ความรู้ที่เจ้าของหัวใจและสติปัญญาได้รับ ดังนั้น ความรู้ที่มีประโยชน์ ย่อมเป็นรัศมีที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ซึ่งบางส่วนได้แผ่รัศมีในทุกห้องของหัวใจ ร่องรอยของความรู้ที่มีประโยชน์ จะปรากฏผลแก่จิตใจ ให้มีความยำเกรง ให้เกียรติ และมีความรักต่ออัลเลาะฮ์ อัซซะวะญัลล่า และความรู้ที่มีประโยชน์บางส่วน จะส่องรัศมีอยู่ในห้วงของสติปัญญา แล้วผลของรัศมีนั้น ก็จะทำให้แจ้งประจักษ์กับความมัวหมองที่ทับถมอยู่ในหัวใจอันเป็นเหตุทำให้เกิดความสงสัยและผลักดันให้เขาเข้าไปอยู่ในความงวยงงและสับสน

ความรู้ที่มีคุณประโยชน์ที่ทำให้รัศมีนี้แผ่กว้างนั้น ย่อมไม่มีการแบ่งแยกระหว่าง วิชาการทางโลกและวิชาการทางศาสนา เพราะท่านทราบดีแล้วว่า เป้าหมายและเจตนา คือองค์ประกอบของวิชาความรู้ทั้งหลาย และทำให้ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่เป็นโทษ ซึ่งความรู้ที่มีประโยชน์นั้น ย่อมเป็นความรู้สำหรับวันโลกหน้า ถึงแม้ว่าลักษณะความรู้นั้น จะอยู่ในรูปแบบของทางโลกก็ตาม และความรู้ที่ทำให้เกิดโทษหรือไม่มีประโยชน์ ย่อมเป็นความรู้สำหรับดุนยา ถึงแม้ว่าลักษณะความรู้นั้น อยู่ในรูปแบบของวิชาการศาสนาก็ตาม ดังนั้น เป้าหมายและเจตนา คือมาตราวัดในคุณลักษณะของวิชาความรู้

บ่อเกิดแห่งรัศมีจากความรู้นั้น คือจะแผ่รัศมีอยู่ทั้งในหัวใจและสติปัญญา ซึ่งมันเป็นเรื่องของความรู้ทั้งในเชิงทางโลกและและเชิงศาสนา

สำหรับความรู้ทางโลก เช่น วิชาการต่าง ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วในเบื้องต้น คือบ่อเกิดแห่งรัศมีที่แผ่คลุมหัวใจของผู้แสวงหาความรู้นั้น คือ สัจจะธรรมความจริง ที่อัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) ได้ตรัสอธิบายไว้ว่า

وَإِن مِّن شَيْءٍ إِلاَّ يُسَبِّحُ بِحَمْدَهِ

“และไม่มีว่าจะเป็นสิ่งใด ๆ ก็ตาม นอกจาก จะแซ่ซร้องสดุดี พร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์” อัลอิสรออฺ 44

และเช่นเดียว ที่พระองค์ทรงตรัสว่า

كُلٌّ قَدْ عَلِمَ صَلَاتَهُ وَتَسْبِيحَهُ

“ทั้งหมด(สิ่งที่อยู่ในฟากฟ้าและแผ่น)นั้น ล้วนรู้ถึงหน้าที่ของการนมัสการและการแซ่ซร้องสดุดีของตน(ที่มีต่อพระองค์)” อันนูรฺ 41

หมายถึง ไม่มีแก่นแท้ทางด้านวิชาการอันใดที่เกี่ยวข้องระบบของจักรวาลที่อยู่ในผืนฟ้าและแผ่นดินหรือระหว่างทั้งสอง นอกจากว่า จะประจักษ์ชัดถึงความยอมจำนนของระบบดังกล่าวต่ออำนาจของอัลเลาะฮ์ และระบบดังกล่าว ได้ถูกวางให้อยู่ตามหน้าที่ที่อัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ทรงกำหนดไว้ให้ และการยอมจำนนที่สามารถประจักษ์รู้ได้นี้ คือส่วนหนึ่งจากคำตรัสของพระองค์ที่ว่า

وَخَلَقَ كُلَّ شَيْءٍ فَقَدَّرَهُ تَقْدِيراً

“และพระองค์ทรงบันดาลทุกสิ่ง แล้วทรงกำหนดสิ่งนั้น ๆ ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ” อัลฟุรกอน 2

การรู้ถึงระบบต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจาก เพื่อให้แจ้งประจักษ์ถึงหน้าที่ที่อัลเลาะฮ์ทรงให้สรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายยอมจำนน โดยยังคงดำรงตามหน้าที่ของมันตั้งแต่อดีตกาลอย่างเคร่งครัด ไม่บกพร่องและสั่นคลอนเลย นั่นคือ ความหมายหนึ่ง จากความหมายของตัสบีหฺ แซ่ซร้องสดุดีที่พระองค์ทรงอธิบายไว้เกี่ยวกับบรรดาสรรพสิ่งทั้งลายที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด และผู้ที่รู้แจ้งประจักษ์ สามารถทราบถึงศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างหลากหลายนี้ เช่น การแพทย์ศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกซ์ เคมี วิศวะ เกษตรศาสตร์ และอื่น ๆ

แต่การแผ่รัศมีไปยังสติปัญญาและหัวใจของผู้มีความรู้นั้น มีเงื่อนไขเดียว ก็คือ ต้องไม่แสวงหาวิทยาการต่าง ๆ หรือวิเคราะห์ถึงสาระบบต่าง ๆ แห่งพระเจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลายที่อัลเลาะฮ์ทรงสร้างสรรค์มันขึ้นมา นอกจาก เพื่อรู้ประจักษ์ถึง แก่นแท้ของเป้าหมายและหน้าที่พื้นฐานของมันที่อัลเลาะฮ์ทรงวางไว้ให้ ดังนั้น เมื่อเป้าหมายของเขามีความบริสุทธิ์ในการพิสูจน์และวิจัยถึงสาระบบเหล่านี้ เขาก็จะทราบถึงสาระบบแห่งจักรวาลนี้ ได้ทำการตัสบีหฺ แซ่ซร้องสดุดีต่อพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถได้ยินการตัสบีหฺของจักรวาลทั้งหลาย ด้วยหูแห่งสติปัญญาและความเข้าใจ และบรรดาจักรวาลทั้งหลายก็จะเผยให้เห็นถึง ความมหาบริสุทธิ์ของพระองค์จากทุก ๆ ประการที่ไม่บังควรสำหรับพระองค์ และหัวใจของเขาจะมีความปีติ เบิกบานในสิ่งดังกล่าว โดยเชื่อในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ บรรดาความรู้สึกจะเต็มไปด้วย ความยำเกรงและทำการเทิดเกียรติ ต่ออานุภาพอันแจ้งชัดและความน่าทึ่งในการสรรสร้างอันประณีตของพระองค์ และดังกล่าว ก็คือ รัศมีที่แผ่กว้าง ตามที่ท่านอิมาม อิบนุ อะฏออิลและฮ์ ได้กล่าวไว้ว่า “มันคือความรู้ที่แผ่รัศมีอยู่ในหัวใจ”

สำหรับความรู้ทางด้านศาสนานั้น บ่อเกิดรัศมีของมัน คือ เป็นประเภทหนึ่งที่มีเกรียรติยิ่ง จากประเภทต่าง ๆ ของการซิกิร รำลึกถึงอัลเลาะฮ์ ตะอาลา เนื่องจากความรู้ในเรื่องของศาสนา ย่อมไม่พ้นจากการให้ความสนใจเกี่ยวกับ กิตาบุลลอฮ์ ซุนนะฮ์ของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ หรือสิ่งที่ได้รับมาจากทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นหลักการศรัทธา(อากีดะฮ์) หลักนิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์) หรือหลักมูลฐานของนิติศาสตร์ (อุศูลุลฟิกห์) เป็นต้น ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า บุคคลใดที่ให้ความสนใจในการรู้จักต่อหลักการดังกล่าวนั้น เขาย่อมเสมือนผู้ที่มุ่งหน้าไปยังอัลเลาะฮ์ ตะอาลา เพื่อให้ได้รับความประจักษ์ชัด เพิ่มพูนการรู้จักถึง อาตมันและบรรดาคุณลักษณะของอัลเลาะฮ์ รู้การอธิบายถึงบรรดาอุดมการณ์และหลักการต่าง ๆ ที่บ่าวของพระองค์ต้องนำมายึดปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนั้น สิ่งดังกล่าวทั้งหมด ย่อมทำให้เขา อยู่กับอัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮูวะตะอาลา

ดังนั้น อะไรคือความหวังของบุคคลที่อยู่กับอัลเลาะฮ์ โดยเขาได้ศึกษาวิชาความรู้ เกี่ยวกับภารกิจต่าง ๆ ที่อัลเลาะฮ์ทรงกำหนดให้ปวงบ่าวของพระองค์มีความรับผิดชอบ ? เป็นสิ่งที่ไม่สงสัยเลยว่า ต่อไป เขาจะได้รับการคุ้มครอง เพราะพระองค์จะทรงสำแดง(ตะญัลลีย์) ถึงความเอ็นดู เมตตาแก่เขา และต่อไปเขาจะอยู่พร้อมกับพระองค์ โดยทรงให้การอุปถัมภ์ ให้ความคุ้มครอง และให้ความเพียงพอ ตราบใดที่เขาได้อยู่พร้อมกับพระองค์ ด้วยการศึกษาเกี่ยวกับศาสนา น้อมรับฟังคำตรัสของพระองค์ และแสวงหาความรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติที่พระองค์ทรงกำชับแก่ปวงบ่าว

ถือเป็นความเพียงพอ ในการบ่งชี้ว่า การให้ความสนใจวิทยาการต่าง ๆ ของอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั้น เป็นประเภทหนึ่งของอิบาดะฮ์ที่มีเกียรติสุด คือคำกล่าวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ที่ว่า

فضل العالم علي العابد كفضل القمر ليلة البدر على سائر الكواكب

“ความประเสริฐของผู้มีความรู้ ย่อมเหนือว่า นักทำอิบาดะฮ์ ประดุจดัง ความประเสริฐของดวงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ ที่(โดดเด่น)เหนือบรรดาหมู่ดวงดาวอื่น ๆ” รายงานโดย อบีดาวูด , อัตติรมีซีย์ , อันนะซาอีย์ จากท่านอบีดัรดาอฺ

ดังนั้น เมื่อบ่าวคนหนึ่ง ได้มุ่งศึกษากิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์ของร่อซูลุลเลาะฮ์ แล้วเขาก็วินิจฉัยวิทยาการต่าง ๆ ของศาสนาและหลักอากีดะฮ์ ที่มาจากทั้งสอง โดยที่เขามีเจตนาที่บริสุทธิ์ใจแล้ว แน่นอน ย่อมไม่มีสิ่งใดที่มาผลักดันให้เขาสนใจสิ่งดังกล่าวนี้ นอกจาก เพื่อรู้จักข้อบังคับที่พระองค์บัญญัติขึ้นมา และมีความสุขด้วยการเพิ่มพูนความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮ์ และรู้จักถึงบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ ดังนั้น บรรดาวิทยาการดังกล่าว ย่อมเป็นรัศมีที่แผ่คลุมหัวใจและสติปัญญาของเขา ซึ่งเป็นรัศมีแห่งพระผู้เป็นเข้าที่สำแดง(ตะญัลลีย์) ออกมาโดยให้สติปัญญาของเขามีแสงสว่างด้วยการทวีคูณความยาเกนที่มีต่อพระองค์ และทำหัวใจของเขามีความโชติช่วงเป็นทวีคูณด้วยทำการเทิดเกียรติ มีความรัก และคิดคำนึงถึงพระองค์อยู่เสมอ

สำหรับบุคคลที่แสวงหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อเป็นพาหะอันต่ำต้อย โดยต้องการให้บรรลุถึงความหวังในดุนยา จึงไม่สงสัยเลยว่า ต่อไปเขาจะถูกห้ามจากรัศมีอันเรืองรองเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจจะถูกปิดกั้นไม่ให้ได้รับตามความใฝ่ฝันและความละโมบต่อดุนยาที่เขาหวังไว้

และไม่เพียงเท่านั้น เพราะผลจากการที่อัลเลาะฮ์ทรงมีความหวงแหนต่อศาสนาของพระองค์นั้น พระองค์จะลงโทษผู้ที่นำศาสนาของพระองค์มาเป็นเครื่องมือสนองเป้าหมายของตนเองเพื่อดุนยา ด้วยการทำให้จิตใจของเขามีความแข็งกระด้าง ซึ่งบางครั้ง เขาอาจจะถูกนับเข้าไปอยู่ในจำพวกที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า

وَاعْلَمُواْ أَنَّ اللّهَ يَحُولُ بَيْنَ الْمَرْءِ وَقَلْبِهِ

“พวกท่านพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลเลาะฮ์ทรงแทรกอยู่ระหว่างบุคคลหนึ่งกับหัวใจของเขา” อัลอัมฟาล 24

บทสรุปจากฮิกัมนี้ ก็คือ บรรดาความรู้ต่าง ๆ ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นแนวทางเพื่ออุทิศให้แก่การรู้จัก(มะริฟัต)ต่ออัลเลาะฮ์ ตะอาลา แต่ความรู้เหล่านั้น ได้แบ่งออกเป็นสองประเภท คือความรู้ที่มีประโยชน์และความรู้ที่เป็นโทษ โดยคำนึงถึงสถานะภาพและเป้าหมายของผู้แสวงหา และในสิ่งดังกล่าว ย่อมไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความรู้ ที่ถูกเรียกว่า ความรู้ทางโลกและความรู้ทางศาสนา

โดย อัลอัซฮะรีย์ อารีฟีน แสงวิมาน