ทำไมอิสลามจึงต้องบังคับเรื่องการศึกษา?


อิสลามบังคับเรื่องการศึกษา ตั้งแต่โองการแรกของอัลลอฮฺที่มีมายังท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ)เพราะมันเป็นหน้าที่อันแรก  และเป็นวิธีการที่ดี  ที่ทำให้โลกและประชาชาติเจริญก้าวหน้า   ถ้าหากว่ามีการใช้ความรู้นั้น

อิมามฆอซาลี กล่าวว่า
 ถ้าหากมนุษย์ค้นคว้าหาคำตอบปัญหาวิทยาการต่างๆ จำนวนมากได้แล้วแต่ไม่ยอมใช้มัน มันก็ไม่เกิดประโยชน์แก่เขาถ้าหากเขาไม่นำมาใช้ และถ้าหากท่านศึกษาหาความรู้มานับเป็นเวลาร้อยๆ ปี และรวบรวมหนังสือไว้เป็นพันๆเล่ม ท่านจะไม่ได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าถ้าท่านไม่เผยแพร่ความรู้นั้น 
อิมามฆอซาลีเน้นถึงความสำคัญของการนำความรู้ไปใช้  มากกว่าเนื้อหาสาระของความรู้นั้น
ท่านปราถนาให้มุสลิมศึกษาหาความรู้ ใช้ความรู้นั้น และมีความจริงใจในการใช้ความรู้ ในการใช้ความรู้นั้นท่านหมายถึง การขัดเงากระจกของหัวใจให้สะอาด ปราศจากรอยฝุ่นฝ้าของความชั่ว และประดับประดาด้วยคุณลักษณะแห่งศีลธรรม อาธิ ความอดทน ความจริงใจ ความกตัญญูและความซื่อสัตย์เป็นต้น
นักปรัชญามุสลิมได้ตระหนักถึงผลของการใช้ความรู้ ในการทำให้การศึกษาแข็งแกร่งและมีผลมากยิ่งขึ้น

ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า
 มนุษย์มักจะหยุดการศึกษาหาความรู้ เมื่อเขาทราบว่าความรู้นั้นมีประโยชน์น้อยต่อเขา
อัน-นะมะรี อัลกุรฏูบี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Compendium of Learning and its Blessing ว่า นักปราชญ์มุสลิมได้กล่าว่า สิ่งเริ่มต้นของการเรียนคือความสนใจ จากนั้นคือการฟังและการเข้าใจ จากนั้นคือความจำ การฝึกฝนและสุดท้ายคือการเผยแพร่

    นี่คือสิ่งสูงสุดของคำสอนและการศึกษา ไม่จำเป็นที่จะต้องชี้แจงอีกแล้วว่า ประโยชน์ของความรู้และการศึกษานั้น คือทำให้คนเราหายโง่เขลาเบาปัญญา ชาติหนึ่งชาติใดถ้าหากขาดการศึกษาแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ว่าชาตินั้นจะเจริญก้าวหน้า เพราะอารยธรรม วัฒนธรรม และความเจริญทั้งหลายนั้นอยู่ที่ความรู้ การประดิษฐ์และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ

   ส่วนผู้เป็นครูจะต้องใช้ความรู้ของตนเอง การกระทำของครูจะต้องไม่ขัดกับสิ่งที่ครูสอน ใครก็ตามที่สั่งสอนผู้อื่นในเรื่องใดๆ แต่เขากลับโกหกคำพูดของเขาเสียเอง ด้วยการทำสิ่งใดๆ ที่ขัดกับสิ่งที่เขาสอนผู้อื่น เขาผู้นั้นก็ควรจะถูกประนาม เพราะเขาไม่ปฏิบัติตามคำสอนของเขา ครูกับลูกศิษย์คล้ายกับไม้และเงาไม้ เงาไม้จะตรงได้อย่างไรเล่า ถ้าไม้นั้นโค้งงอ? เกี่ยวกับเรื่องนี้มีคำกล่าวว่า จงอย่าทำในสิ่งที่ท่านได้ห้ามเขาไว้ มิเช่นนั้นท่านจะเสื่อมเสียตัวท่านเอง
พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า
สูเจ้ายินดีที่จะให้คนอื่นทำดีโดยละทิ้งจิตใจของตัวท่านเองกระนั้นหรือ?
ดังนั้น ความรับผิดชอบต่อบาปกรรมของคนที่มีความรู้นั้นจึงอยู่ที่การเพิกเฉยและละเลยด้วย เพราะถ้าหากคนที่มีความรู้ทำผิด ก็จะมีคนอื่นตามเขาด้วย และถ้าใครก็ตามที่สร้างแบบอย่างที่ผิดๆเอาไว้ ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองและของผู้ที่ทำตามด้วย

อะลี บุตรของ อบู ฏอลิบ ได้กล่าวว่า
ฉันถูกหลอกลวงโดยคนสองประเภท คือคนที่มีความรู้ที่คดโกงและคนดีที่โง่เขลา ผู้มีความรู้จะหลอกลวงประชาชนโดยความหน้าด้านไม่มียางอายของเขา และคนโง่เขลาจะหลอกลวงโดยทำเป็นเคร่งครัดในศาสนา
ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ)กล่าว่า
มนุษย์จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ จนกว่าเขาจะตั้งใจเรียน และ ใครก็ตามที่แสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยไม่แสวงหาความเที่ยงธรรมเพิ่มขึ้นด้วยแล้วเขาก็จะมีแต่ยิ่งห่างจากอัลลอฮมากขึ้น
อุมัร บุตรของ อัล-ค็อฏฏอบ กล่าว่า
สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดสำหรับชาตินี้ก็คือผู้มีความรู้ที่หลอกลวง
มีคนถามว่า แล้วผู้มีความรู้จะหลอกลวงได้อย่างไร?
ท่านจึงตอบว่า
คนที่เรียนที่ปาก แต่ใจและการกระทำนั้นคือผู้ละเลย
มีคนพูดกับ อบู ฮุรอยเราะฮว่า
ฉันต้องการความรู้ แต่ฉันกลัวที่จะต้องสูญเสียมันไป
ท่านจึงตอบว่า
การสูญเสียความรู้ก็คือการที่ท่านละทิ้งมันไปนั่นเอง
พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
ที่น่าชิงชังที่สุดในทรรศนะของอัลลอฮคือการที่สูเจ้าพูดแต่สูเจ้าไม่ปฏิบัติ

จะเห็นได้ว่า อิสลามได้เรียกร้องต้องการความรู้ และการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ เพราะความรู้ที่ปราศจากการนำไปใช้เหมือนกับต้นไม้ที่ไร้ผล



คัดลอกจากหนังสือ การศึกษาในอิสลาม
หน้า 26-31
โดย ศจ.ดร.มุฮัมหมัด อะฏียะฮ อัล อิบรอซี
แปลและเรียบเรียงโดย มุฮัมหมัด อมีน บินกาซัน