หน้า: [1]

ชีวประวัติท่านอบูบักรฺ อัศศิดดิก

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
  • krushakirin
  • บุคคลทั่วไป
ชีวประวัติท่านอบูบักรฺ อัศศิดดิก
« เมื่อ: 17 มกราคม 2007, 02:35 นาที »

 

                    รัฐอิสลามสถาปนาขึ้นครั้งแรกโดยท่านศาสดามูฮัมมัด ( ศ็อลฯ ) ที่นครมะดีนะฮ์ หลังจากท่านศาสดามูฮัมมัดเสียชีวิต ในปี ฮ . ศ . ที่ 11 หรือ ค . ศ . 632 รัฐอิสลามจำเป็นที่จะต้องมีผู้ที่มาปกครองต่อจากท่านนบี ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีเคาะลีฟะฮ์ปกครองรัฐอิสลาม เคาะลีฟะฮ์อัรรอชิดูนมีทั้งหมด 4 ท่านดังต่อไปนี้

ชีวประวัติท่านอบูบักรฺ   อัศศิดดิก

             ท่านอบูบักร์เป็นคอลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 11-13 หรือ ค.ศ. 632-634   มีชื่อเต็มว่า อับดุลลอฮ์ บุตร อุสมาน ( อบูกุฮาฟะฮ์ ) บุตร อามิร บุตร อัมร์ บุตร กะอับ บุตร สะอัด บุตร ตัยม์ บุตร มุรเราะฮ์     มารดาของท่านมีชื่อว่า ซัลมา ท่านเป็นที่รู้จักในนาม อบูบักร์ อัศศิดดีก มีอายุอ่อนกว่าท่านนบี ( ศ็อลฯ ) สองปีเศษ อบูบักร เกิดที่มักกะฮ์ ปี ค . ศ .573    เป็นชาวอาหรับตระกูล บะนูตัยม์   เผ่ากุร็อยส์    ท่านเกิดในครอบครัวที่มีเกียรติเป็นที่นับหน้าถือตาในมักกะฮ์ ท่านเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธ์และจริงใจ ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ให้สมญานามท่านว่า " อัซซิดดีก " (  ผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจในการศรัทธา   )   สาเหตุที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อล) ได้ให้สมญานาม   " อัซซิดดีก "   เพราะอบูบักรเชื่อในคำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัดโดยไม่มีความสงสัยใดๆ
 
                     ท่านอบูบักร์ เป็นคนสุภาพ   เป็นคนซื่อสัตย์   และมีสัจจะ   อบูบักร์ มีบุคลิกภาพคล้ายกับท่านศาสดามุฮัมมัด เนื่องจากว่าท่านนั้นเป็นสหายคนสนิทของท่านศาสดาตั้งแต่เยาว์วัย    อบูบักร์ เป็นคนใจบุญ ท่านชอบช่วยเหลือคนจน ครั้งหนึ่ง ท่านอบูบักร์ได้นำเอาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่มากมายให้กับท่านศาสดาเพื่อใช้ในสงครามตะบูก   ท่านศาสดาถามว่า " อบูบักร์ ท่านเหลือสิ่งใดไว้กับครอบครัวของท่านบ้าง "  อบูบักร์ กล่าวว่า   " ฉันเหลืออัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์ไว้กับพวกเขา "

                   ท่านอบูบักร์ เป็นชายคนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม   เมื่อท่านศาสดาเผยแพร่อิสลามแก่อบูบักร์ เขาตอบรับอิสลามทันที   เมื่อท่านศรัทธาแล้วท่านก็เชิญชวนบุคคลเป็นจำนวนมากเข้ารับอิสลาม   เช่น อุษมาน   ,  สุเบ็ร , ฏ้อลฮะฮ์   ,  อับดุรเราะห์มาน ,  สะอัด  ,   บิล้าล และผู้ศรัทธาอีกหลายคน   ท่านอบูบักร์   มีความผูกพันกับท่านศาสดาอย่างใกล้ชิดท่านนั้นเป็นสหายคนสนิทของท่านศาสดาตั้งแต่เยาว์วัยและยังเป็นสหายของท่านศาสดาในขณะที่อพยพจากมักกะฮ์ไปมะดีนะฮ์ ท่านศาสดากล่าวว่า " ในบรรดาสหายที่ดีของข้าพเจ้านั้น อบูบักร์ เป็นผู้ประเสริฐสุด " อีกทั้งท่านยังเป็นพ่อตาของท่านศาสดา เนื่องจากลูกสาวของท่าน คือ ท่านหญิงอาอิฉะฮ์ เป็นภรรยาของศาสดา   ท่านได้เข้าร่วมทำสงครามกับท่านศาสดาทุกครั้ง ท่านได้ซื้อทาสและปล่อยทาสให้เป็นอิสระเป็นจำนวนมาก   ขณะที่ท่านศาสดาป่วย   อบูบักร์ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำละหมาด (  อิหม่าม   )  ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมในการเป็นผู้นำของท่าน   อบูบักร์ เป็นผู้ใกล้ชิดต่อท่านศาสดา   ท่านได้ใช้ชีวิตอยู่กับท่านศาสดาตั้งแต่เด็กจนกระทั้งท่านศาสดาเสียชีวิต   ด้วยเหตุนี้ อบูบักร์จึงเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ทางด้านซุนนะฮ์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) อย่างแท้จริง ชีวิตทั้งชีวิต ของท่านได้อุทิศให้กับการเสียสละและการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์

                    ท่านอบูบักร์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเคาะลีฟะฮ์ จากการประชุมกันระหว่างชาวอันศอรฺ(ชาวมะดีนะฮ์) กับฝ่ายมุฮาญิร (ชาวมักกะฮฺ) บรรดาเศาะหาบะห์ทั้งชาวอันศอรและมุฮาญิรได้มีการประชุมหารือกันเพื่อคัดเลือกผู้นำคนใหม่ซึ่งมีฐานะเป็นตัวแทนหรือเคาะลีฟะฮ์ของท่านนบี ที่ประชุมมีมติคัดเลือกให้อบูบักรเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านนบี โดยเหตุผลความอาวุโส ความประเสริฐและความใกล้ชิดกับท่านนบี ชาวมุสลิมต่างก็ให้การสัตยาบันต่อท่านอบูบักร์ในฐานะเป็นผู้นำคนใหม่และเป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกของท่านนบี

                     ท่านอบู บักร์ขึ้นมาทำหน้าที่เคาะลีฟะฮ์ในขณะที่ประวัติศาสตร์อิสลามกำลังอยู่ในระยะหน้าสิ่วหน้าขวาน จะต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง เช่น การเกิดขึ้นของศาสดาเถื่อน การถอนตัวออกจากอิสลาม ตลอดจนการปฏิเสธไม่ยอมจ่ายซะกาตอย่างขันแข็งของชนเผ่าต่างๆ ทั่วภาคพื้นอาราเบีย ซึ่งเป็นการท้าทายรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนี้นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “ เหตุการณ์อิรติดาด ” ท่านอบู บักร์ใช้มาตรการทางทหารอย่างเด็ดขาดในการแก้ปัญหาเหตุการณ์อิรติดาด บางเผ่าก็ยอมจำนนต่ออิสลามแต่โดยดี แต่บางเผ่าก็ยังดื้อดึงจนต้องทำสงครามกับพวกเขา ในช่วงสองปีในการทำหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ ท่านอบู บักรประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการบดขยี้อำนาจของศาสดาปลอม ปราบปรามกบฏในประเทศอย่างสิ้นซากและขับไล่ผู้รุกรานจากต่างประเทศ ท่านเป็นผู้สร้างรากฐานอันมั่นคงให้แก่รัฐอิสลามและผนึกพลังอิสลามเพื่อรองรับการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจไบแซนทีนและมหาอำนาจเปอร์เซียต่อไป


ผลงานของท่านอบูบักรฺ   อัศศิดดิก
 
                อบูบักร์มีคุณสมบัติแห่งความเป็นผู้นำที่แท้จริง ท่านเป็นผู้นำที่ดี มีคุณธรรมและถือสัจธรรมเป็นที่ตั้ง ท่านมีความกระตือรือร้น มีความขยันหมั่นเพียร มีความขันติธรรมเป็นเลิศ และเป็นคนที่มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ กล้าตัดสินใจ ท่านยังเป็นผู้มองการณ์ไกลและสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงสองปีที่ท่านดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์   ท่านประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูอิสลามให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ท่านได้สร้างอาณาจักรอิสลามให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น   มะดีนะฮ์กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรอิสลามที่มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมุสลิม ท่านผลงานมกมายได้แก่

               1. สามารถปราบปรามกบฏผู้ทรยศต่อรัฐอิสลามและปราบปรามศาสดาปลอมที่เกิดขึ้นหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัดได้สวรรคต

               2. ท่านสามารถสร้างสรรค์ความสงบสันติและความเป็นพี่น้องภายใต้เอกภาพแห่งรัฐอิสลามให้บังเกิดขึ้น  

               3. ท่านได้สั่งให้มีการรวบรวมและบันทึกโองการต่างๆของอัลกุรอานที่กระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆให้มาอยู่ในที่เดียวกัน โดยทำเป็นมุสฮัฟ ( ทำกุรอานเป็นเล่ม ) ได้อย่างสมบูรณ์

               4. ท่านเป็นผู้นำในการประกอบพิธีฮัจญ์   ใน ฮ.ศ ที่ 9 ซึ่งเป็นฮัจญ์ครั้งแรก เรียกฮัจญ์ครั้งนี้ว่า ฮัจญ์ อักบัร

               5.ท่านเป็นผู้นำละหมาดที่มัสยิด อันนะบะวีย์ แทนท่านศาสดามุฮัมมัด

               6.ท่านได้ส่งกองทหารของอุซามะฮ์ไปรบกับพวกโรมันที่ซีเรีย ภายใน 3 สัปดาห์ กองทหารของอุซามะฮ์ก็กลับมาพร้อมกับชัยชนะที่มีต่อชาวโรมัน

               ท่านอบูบักร์เสียชีวิตในปีอิจญเราะฮฺที่ 13 ขณะที่ท่านอายุ 63 ปี ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์ ในระยะเวลา 2 ปี กับ 10 คืน ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านได้แต่งตั้งแต่งตั้งท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อไป




 

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
กระโดดไป: