หน้า: [1]

บ่นปนมึน ข้อสอบโอ-เน็ต 2553

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
  • sand
  • ***
  • คะแนนจิตพิสัย: 0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 153
บ่นปนมึน ข้อสอบโอ-เน็ต 2553
« เมื่อ: 02 มีนาคม 2010, 02:40 นาที »

บ่นปนมึน ข้อสอบโอ-เน็ต 2553
 
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 1 มีนาคม 2553 18:47 น.
 
 

   
  
 
  “ฉันเครียด เล่นออกข้อสอบแบบนี้ ขอตายดีกว่า”
       
       “เคยทำอะไรเป็นแผนการหรือเปล่าครับ”
       
       “อะไรกันเนี่ย สอบไม่ตรงตามหลักสูตรที่เรียน เขาทำเพื่ออะไรเนี่ย ไม่สงสารเด็กบ้างเลยเหรอ”
       
       “ข้อสอบที่วัดอะไรเด็กไม่ได้ เด็กตอบถูกเพราะ 'เดา' ไม่ใช่เพราะรู้ เข้าใจ แล้วจะสอบเพื่ออะไร ใครเดาเก่ง ดวงดี ก็ได้ 555 เกมวัดดวงป้ะเนี่ย เจ๊...ข้อสอบตามฮอร์โมนเจ๊จริงๆ 5555”
       
       และยังมีอีกหลายข้อความในกระทู้เว็บไซต์ เด็กดีดอทคอม (www.dek-d.com) และในเว็บไซต์เฟซบุ๊ค Anti Prof. Dr. Utumporn Jamornmann! (สมาคมคนต่อต้าน ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน) ที่วิจารณ์การออกข้อสอบของศาสตราจารย์ด็อกเตอร์คนนี้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เกี่ยวกับประเด็นการออกข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอ-เน็ต ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.
       
       โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 นักเรียนที่สมัครเข้าสอบโอ-เน็ตต่างตกตะลึงกับข้อสอบแนวแปลกประหลาดที่ไม่คิดว่าจะเจอในการสอบครั้งนี้ เมื่อข้อสอบหลายข้อต่างทำเอาคนทำข้อสอบต้องตกอยู่ในสภาวะอารมณ์ประหลาดใจ หดหู่ งงงวย พร้อมกับคำถามว่า ออกข้อสอบอะไรมา...!!!
       
       จนกลายเป็นประเด็นร้อนถึงขั้นเด็ก ม.6 มีการออกมาร้องเรียนผ่านสื่อว่า ข้อสอบยากและกลายเป็นประเด็นฮอตของกลุ่มนักเรียนชั้น ม.6 ผู้ปกครอง รวมถึงใครต่อใครที่ได้อ่านข้อสอบพวกนี้...ชวนกันวิจารณ์กันสนั่นทั้งเว็บไซต์
       
       ข้อสอบมหามึน
       
       ตัวอย่างข้อสอบที่นำมาให้ดู เช่น วิชาสุขศึกษา ข้อ 27 ถามว่า
       
       คำถาม : พัชรภรณ์เป็นนักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในวันแม่ปีนี้ พัชรภรณ์ได้มีโอกาสกราบคุณแม่ด้วยพวงมาลัยคล้องมือ ในช่วงเย็น ซึ่งเป็นมื้ออาหารสำคัญของครอบครัว เธอจะจัดอาหารให้คุณแม่เป็นพิเศษ ซึ่งคุณแม่เกิดวันศุกร์ชอบรับประทานอาหารไทยและผลไม้ไทยชนิดที่มีแคโรทีนสูง เพราะช่วยบำรุงสายตาและสมอง แต่คุณแม่มีปัญหาด้านสุขภาพมีคอเลสเตอรอลสูงและความดันโลหิตสูง พัชรภรณ์ควรจัดผลไม้และตกแต่งโต๊ะอาหารอย่างไร โดยเลือกในหมวดชนิดของดอกไม้ หมวดผลไม้ และหมวดสีผ้าปูโต๊ะ
       
       คำตอบ: หมวดชนิดของดอกไม้ ได้แก่ ดอกบัว ดอกรัก ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกกล้วยไม้ ดอกดาวเรือง ดอกซ่อนกลิ่น ดอกกุหลาบมอญ ดอกคูน ดอกสุพรรณิการ์
       
       หมวดผลไม้ ได้แก่ แตงโม มะละกอสุก มะม่วงดิบ กระท้อน ชมพู่ เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ องุ่น มังคุด
       
       หมวดสีผ้าปูโต๊ะ ได้แก่ แสด ฟ้า เขียว แดง ดำ ชมพู เหลือง เทา น้ำเงิน น้ำตาลเข้ม
       
       จากตัวอย่างข้อสอบข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ม.6 หรือผู้ใหญ่เลยวัย ม.6 มาแล้วต่างมึนๆ พอกันว่า ไม่รู้จะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร ถ้าแม่เกิดวันศุกร์ แต่ไม่ได้ชอบสีฟ้า อาจจะชอบสีชมพูลายคิตตี้ สีเหลืองลายเซเลอร์มูน หรือไม่ชอบดอกไม้เลยก็ได้...จึงกลายเป็นความสงสัยของบรรดาคนทำข้อสอบและคนที่ได้เห็นข้อสอบว่าออกมาเพื่ออะไร และใครเป็นคนออก
       
       ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมาในแวดวงนักเรียนและผู้ปกครอง โดยส่วนใหญ่จะออกมาในด้านลบมากกว่า
       
       ซึ่งงานนี้ ศ.ดร.อุทุมพร ออกมาบอกว่า เป็นเพราะผู้ปกครองหยิบบางส่วนของข้อสอบมาวิจารณ์โดยไม่ได้ดูทั้งหมด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ทั้งนี้ จากที่ลงพื้นที่ตรวจสนามสอบและได้สอบถามนักเรียนว่าข้อสอบยากเกินไปหรือไม่ บางคนก็บอกว่าเข้าใจดี แต่บางคนก็บอกว่ายาก ซึ่งมีทั้งสองส่วน ด้วยเหตุผลที่อยากให้เด็กไทยรู้จักการเชื่อมโยง เลยมีการออกข้อสอบที่หลากหลาย
       
       “รูปแบบข้อสอบที่หลากหลายเช่นนี้ ครูควรนำไปสอบเด็กด้วยซ้ำ เด็กจะได้คุ้นเคยและฝึกคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่คุ้นแต่ข้อสอบท่องจำ ถ้าจะให้ สทศ. ออกข้อสอบแค่ท่องจำ ทำได้ง่ายมาก แต่ สทศ. ทำไม่ได้ เพราะไม่สร้างสรรค์ สังคมกำลังบ่นว่าการศึกษาไทยแย่ เพราะเด็กคิดวิเคราะห์ไม่เป็น แต่เมื่อ สทศ. พยายามหาทางแก้ไข โดยใช้แนวข้อสอบที่ต่างไปจากเดิม กลับมาโวย สทศ.”
       
       แนวคิดของ สทศ. ที่อยากให้เด็กไทยมีความคิดที่รู้จักการเชื่อมโยงและรู้จักการวิเคราะห์ หลุดจากแบบแผนที่ฝึกการท่องจำเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่จากข้อสอบที่ สทศ. ออกมาดูเหมือนว่าคำตอบที่ถูกต้องนั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวเหมือนกับข้อสอบที่เด็กไทยคุ้นเคยกันมาก่อน เพราะข้อสอบบางข้อไม่สามารถตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด เช่น
       
       โจทย์วิชา สุขศึกษาและพลศึกษา (จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว)
       คำถาม: นักเรียนอยากคบเพื่อนแบบใด
       1.เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
       2.เอาใจเขามาใส่ใจเรา
       3.อัธยาศัยดี
       4.มีน้ำใจ
       
       แล้วข้อสอบข้อนี้ใครจะตัดสินได้ว่าคำตอบไหนเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะบางคนอาจจะอยากคบเพื่อนแบบมีน้ำใจหรือเพื่อนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน เมื่อเห็นข้อสอบออกมาแบบนี้แล้ว ก็เชื่อว่าคนทำก็คงคิดมากเหมือนกัน ในใจหลายคนคงอยากจะตอบถูกทุกข้อ แต่ดันไม่มีในคำตอบเสียอย่างนั้น แต่ข้อสอบนี้ต้องการตัวเลือก 'ที่ถูกต้อง' เพียงข้อเดียวซึ่งแน่นอนว่าคนตัดสินว่าคำตอบไหนถูกต้อง ก็หนีไม่พ้นคนออกข้อสอบ จึงเป็นเหตุให้เด็กนักเรียนชั้น ม.6 ออกมาแสดงความไม่พอใจกับการวัดระดับความรู้ในครั้งนี้กันสนั่นเมือง
       
       หรือข้อสอบข้อ 28 วิชาสุขศึกษา
       
       คำถาม : อาหารไทยชนิดเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ถ้านักเรียนจะจัดอาหารเช้าให้ชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวเมืองไทย และเป็นวันครบรอบวันแต่งงานของเขา จะจัดอาหารไทยและโต๊ะอาหารอย่างไร โดยเลือกตอบในหมดอาหาร หมวดชนิดของดอกไม้ และหมวดสีผ้าปูโต๊ะ
       
       คำตอบ: หมวดอาหาร ได้แก่ ข้าวผัดทะเล ข้าวต้มปลากะพง ข้าวต้มทะเล ข้าวห่อหมกปลาช่อน ผัดไทยกุ้งสด ราดหน้าปลาหมึก โจ๊กหมูใส่ไข่ ข้าวต้มหอยนางรม ข้าวไข่เจียวหมูสับ ข้าวผัดปู
       
       หมวดชนิดของดอกไม้ ได้แก่ ดอกบัว ดอกรัก ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกกล้วยไม้ ดอกดาวเรือง ดอกซ่อนกลิ่น ดอกกุหลาบมอญ ดอกคูน ดอกสุพรรณิการ์
       
       หมวดสีผ้าปูโต๊ะ ได้แก่ แสด ฟ้า เขียว แดง ดำ ชมพู เหลือง เทา น้ำเงิน น้ำตาลเข้ม
       
       เด็ก ม.6 VS ข้อสอบโอ-เน็ต
       
       “หรือบางข้อถามว่า ถ้านักเรียนจะต้องนำอาหารมาให้ชาวต่างประเทศกิน จะเอาอาหารที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยอะไรไปให้ฝรั่งกินในวันครบรอบวันแต่งงานของเขา ซึ่งข้อสอบก็จะให้หมวดอาหารมาประมาณ 10 ข้อ หรือถามว่า นักเรียนจะใช้ดอกไม้อะไรในการจัดโต๊ะ ใช้ผ้าปูโต๊ะสีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าฝรั่งเขาจะกินอะไร อาหารไทยเขาแค่ให้ข้อมูลมาว่าเป็นอาหารไทยที่มีชื่อเสียงที่ฝรั่งรู้จัก หนูก็จะเลือกต้มยำกุ้ง แต่ในหมวดมันไม่มีต้มยำกุ้งให้เลือก หนูก็เลยไม่รู้ว่าจะตอบอะไร
       
       “อย่างดอกไม้ เขาให้มา 10 ชนิด ผ้าปูโต๊ะก็มีทั้งสีชมพูและสีขาว แต่หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบสีอะไร ไม่เคยเรียนมาแบบนี้ หนูก็ตอบไปว่าข้าวผัดทะเล ดอกกุหลาบ ใช้ผ้าปูโต๊ะสีชมพู ยากน่ะ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถามไปทำไม แล้วข้อหนึ่งมี 3 คำถาม แล้วเราต้องตอบให้ถูกหมดทั้ง 3 คำตอบ ถ้าเราตอบผิดสัก 1 ข้อ แปลว่าคะแนนข้อนั้นเราก็ไม่ได้เลย”
       
       นั่นคือสุ้มเสียงบ่นของ มนต์นภา ขำสกุล นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนสตรีวัดอักษรสวรรค์ หลังผ่านการสอบโอ-เน็ต ดังที่เป็นข่าวคราวก่อนหน้านี้ นักเรียนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่าอะไรคือวัตถุประสงค์ในการออกข้อสอบทำนองนี้
       
       อย่าง พิชญ์สินี ทองเมืองหลวง นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเดียวกันกับมนต์นภา ก็บอกว่า
       
       “ข้อสอบบางข้อก็ไม่มีอยู่ในหลักสูตร อย่างวิชาศิลปะก็จะมีพวกเพลง มีอะไรที่ไม่เคยเรียนมาก่อน อย่างพวกวงออเคสตราประมาณนี้ เราไม่เคยรู้ อย่างบัลเล่ต์เงี้ย โรงเรียนเราไม่ได้สอน เป็นโรงเรียนรัฐบาล เหมือนเขาออกข้อสอบมาไม่ใช่เพื่อเด็ก ม.6 ทุกคน แต่เป็นเฉพาะบางกลุ่ม บางโรงเรียนเท่านั้น”
       
       ไม่ต่างกับ วรสันต์ ทวีศรี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ บางบอน ที่แสดงความคิดเห็นต่อข้อสอบโอ-เน็ตครั้งนี้ว่า
       
       “อย่างถามว่าอยากคบเพื่อนที่มีนิสัยอย่างไร คือมันเป็นความคิดของเรา แต่คนอื่นคิดไม่เหมือนเรา แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราตอบไปถูกไหม เหมือนกับคนออกข้อสอบอยากมีเพื่อนที่มีน้ำใจ แต่ผมอยากมีเพื่อนที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ผมก็ไม่รู้ว่าคนออกข้อสอบจะคิดยังไง แล้วคำตอบก็เหมือนจะถูกทุกข้อ แต่ต้องเลือกคำตอบเดียว”
       
       อาจเป็นความปรารถนาดีของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการให้นักเรียนใฝ่หาความรู้นอกห้องเรียน และสามารถเชื่อมโยงสิ่งรอบตัวกับการเรียนในห้องเรียน แต่ผลที่ออกมากลายเป็นว่า วิธีตอบข้อสอบเป็นแบบปรนัย แต่วิธีใช้ชีวิตเป็นแบบอัตนัย จึงกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ต่อกันไม่ติด และกลายเป็นเสียงบ่นของเหล่านักเรียน
       
       “เพื่อนๆ ที่เดินออกมาจากห้องสอบ ก็มีบ่น หน้าตาแต่ละคนเหมือนโดนของ ‘ข้อสอบ xxx อะไรว่ะ ยากชิบเป๋งเลย จะไปรู้มั้ยล่ะ ว่าฝรั่งจะกินอะไร’ มีคำถามแบบนี้ประมาณ 5 ข้อ ซึ่งเราก็ตอบไม่ถูก” มนต์นภาเล่าบรรยากาศหลังออกจากห้องสอบ
       
       “บ่นทุกคนค่ะ บ่นจริงๆ ยิ่งเรื่องซักผ้ากับผ้าปูโต๊ะนั่นนะคะ ร้ายแรงมาก คือเอาแบบข้อสอบปกติไม่ได้เหรอ” นี่ก็เสียงของพิชญ์สินี
       
       อีกประเด็นที่นักเรียนกลุ่มนี้พูดเหมือนกันคือการตอบข้อสอบ 1 ข้อที่มีชุดคำถาม 3 คำถาม ซึ่งต้องตอบถูกทั้งหมดจึงจะได้คะแนน แต่ถ้าตอบผิดเพียงข้อเดียวก็จะไม่ได้คะแนนเลย
       
       ..........
       
       จะด้วยเหตุผลของ สทศ. ที่อ้างว่าอยากให้เด็กไทยได้เรียนรู้และรู้จักการเชื่อมโยง รวมถึงวิเคราะห์สิ่งที่อยู่รอบตัว แต่ด้วยตัวข้อสอบเองที่ออกมาดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ตอบโจทย์นั้นสักเท่าไหร่ ยิ่งโดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว
       
       สทศ. ผู้รับผิดชอบเองก็ควรที่จะรับฟังแล้วนำความคิดเห็นที่หลากหลาย แล้วนำไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อสอบหรือวิธีการที่จะสอนให้เด็กไทยรู้จักการเชื่อมโยงหรือวิเคราะห์สิ่งรอบตัว เพื่อที่จะก้าวไปเป็นอนาคตที่สำคัญของชาติต่อไป
       
       ************
       
       เรื่อง: ทีมข่าว CLICK
       ภาพ: พลภัทร วรรณดี

 
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า
  • sand
  • ***
  • คะแนนจิตพิสัย: 0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 153
Re: บ่นปนมึน ข้อสอบโอ-เน็ต 2553
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 มีนาคม 2010, 02:41 นาที »

ความคิดเห็นที่ 66 +146       
 
 ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน เป็นคนแบบใด
1. ปัญญาอ่อน
2. ไร้สาระ
3. โชว์พาว(แต่ไร้สมอง)
4. งึกๆ งักๆ

ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ควรรับผิดชอบกับเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างไร
1. ลาออก
2. โดนจับโยนออก
3. โดนรุมกระตื๊บ
4. ให้เด็กเป็นคนตัดสิน

ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ควรได้รับรางวัลใด
1. สาขาผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงแต่ไอคิวต่ำ
2. หนักแผ่นดินแห่งประเทศไทย
3. โชว์เกรียน
4. Eบ้า

ถ้า ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ออกข้อสอบแบบนี้อีก เราควรทำเช่นใด
1.เอาข้อสอบฟาดกระบาลให้สำนึก
2.ให้จัดโต๊ะรับรองผู้ปกครองที่มีความสงสัยในข้อสอบ (โดนแน่เมิง)
3.เอาไปเช็คสมองที่โรงพยาบาล
4.ให้หมอผีมาเรียกลงหม้อไปได้แล้ว
Taksin X 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 1 +77       
 
 นักเรียนอยากคบเพื่อนแบบใด ?
คำถามนี้ ถามนักเรียน นะครับ ไม่ใช่ถามคนออกข้อสอบ
ดังนั้น นักเรียนที่ทำข้อสอบทุกคน เลือกข้อใด ก็ต้องถูกทุกข้อ
เพราะนักเรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน
bustar_no.1@hotmail.com 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 4 +66       
 
 สงสัยคนออกข้อสอบจะทำควิซเฟสบุ้คมากเกินไป
เหมือนควิซเฟสบุ้คเลยอ่ะ 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 5 +49       
 
 คำถามปลายเปิดไม่สมควรเอามาออกข้อสอบปรนัยนะคับ

เหตุผลของคนมีมากมาย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและสถานการณ์

การที่จะออกข้อสอบที่เอาแค่คะแนนไปคัดเลือกในการเข้ามหาลัย ควรเป็นคำถามที่มีคำตอบแน่นอน

ก็ต้องทำใจคับเพราะมีผู้ใหญ่แบบนี้ การศึกษาไทยมันเลยล้าหลังกว่าที่ควรจะเป็นถึง40-50ปี

รุ่นผมโชคดีที่เป็นการเอนท์รุ่นสุดท้าย ผมก็ขอให้น้องๆทำข้อสอบได้ ทำไม่ได้ก็ขอให้ดวงดีฟลุ๊กตอบถูก ถ้าดวงไม่ดีตอบไม่ถูกก็ขอให้เครื่องตรวจมันเจ๊ง ตรวจแล้วได้คะแนนมากกว่าที่น้องทำได้ละกันคับ
aaaa 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 29 +40       
 
 นี่ไม่ใช่ข้อสอบโอ-เน็ตแล้ว

มันข้อสอบวิชาการเดาใจอุทุมพรชัดๆ
ให้เป็นผัวอุทุมพรมาทำก็เหอะ ไม่รู้จะเดาใจถูกมั้ย
เครียดแทน 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 39 +21       
 
 เอาอย่างนี้ใหมครับ ให้นักเรียนออกข้อสอบอย่างนี้แล้วให้ดอกเตอคนนี้มาทำข้อสอบ แล้วเราเป็นคนตรวจ จะได้คะแนนเท่าไร
slsl 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 28 +19       
 
 ระบบสอบแบบนี้กลับไปใช้ระบบ entrance แบบเดิมดีกว่า ห่วยแตก ยิ่งปรับยิ่งแย่ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง
เหอ เหอ 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 38 +11       
 
 พูดกันไปก็เท่านั้น ดูเจ๊อุม เธอให้สัมภาษณ์ดิ ฟังซะที่ไหน โทษเด็กซ้ำเข้าไปอีกว่าไม่เข้าใจข้อสอบ ข้าราชการไทยเคยยอมรับผิดไหม ตอบ ไม่เคย
เหอๆๆๆ 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 20 +11       
 
 เพื่อนที่ทำงานกับอุทุมพรบอกว่าป้าแกโดนด่าทุกปีแหละ แต่ป้าแกไม่แคร์ เพราะถ้าแคร์ก็จะทำงานไม่ได้
อันนี้ผมว่าน่ากลัวมากๆ คือโดนวิจารณ์ แต่ไม่ใส่ใจ อ้างว่ามัวแต่ไปแคร์แล้วจะทำงานไม่ได้ แทนที่จะเอาฟีดแบ็คกลับมาพัฒนา
แล้วยิ่งเป็นงานที่ชี้ชะตา มีผลต่ออนาคตของเยาวชนจำนวนมหาศาลและยังเป็นคนที่จะมาเป็นกำลังเป็นอนาคตของชาติต่อไป อย่าว่าแต่คนมีลูกเลย ผมมีแค่หลานยังเป็นห่วง ทำไมเราต้องให้ลูกหลานเยาวชนของเรามาแขวนอนาคตไว้กับเรื่องไม่เข้าท่าแบบนี้
ถ้าผมเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองผมจะปลดคนแบบนี้ออกทันที ไม่ปล่อยให้ทำงานมาได้หลายปีแบบนี้หรอก
ไม่มีลูกแต่มีหลาน 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 44 +10       
 
 ผู้ออกข้อสอบต้องการให้เด็กรู้จักการวิเคราะห์
รู้จักจับใจความ จากข้อมูลที่มีอยู่
ซึ่งสามารถใช้ได้จริงๆในชีวิตประจำวัน
...เห็นด้วยกับข้อสอบแบบนี้
ลองเปิดใจให้กว้าง
แล้วจะเห็นสิ่งดีๆ
ที่ผู้ออกข้อสอบซ่อนไว้ในข้อสอบอย่างมากมาย
เด็กไทยจะได้ฉลาดและมีความสุข
คนในชาติก็จะมีความสุขตามไปด้วย
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป 
 
 
 
   
   
 
 
 
หน้าแสดงความเห็นที่ 5 จากทั้งหมด 5 หน้า  หน้าที่แล้ว   
 
 5 | 4 | 3 | 2 | 1 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 250       
 
 น่าสงสารเด็กไทยทุกคนที่อยากมีอนาคตจะได้ช่วยกันสร้างประเทศให้เจริญไปข้างหน้า แต่ต้องมาเจอะปัญหากันตั้งแต่เริ่มการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางกันแต่เริ่มต้น ทั้งๆที่สอนให้เราเรียนรู้ทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์มาตั้งหลายปีแล้ว ทำไมเรียนไปคุณภาพการศึกษาในภาพรวมจึงตกต่ำลงทุกๆปี สิ่งที่ผมพอมองเห็นพอที่ชี้ให้เห็นได้ว่า ความหวังดีและคิดพัฒนาหลักสูตรเพื่อมีมาตราฐานเทียบเท่าประเทศอื่นเขาได้บ้าง ก็ต้องมาเจอะกับ เขตการศึกษา โรงเรียนไม่พัฒนาตามหลักสูตรแกนกลาง สอนอยู่อย่างไรก็ทำไปวันๆ เรียนก็ให้เด็กท่องจำ ไม่เน้นให้เด็กเรียนเป็นกระบวนการและสอนให้เขานำมาคิดวิเคราะห์ให้เป็นระบบ เพราะครูผู้สอนไม่พัฒนาการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง ผอ.โรงเรียนก็ไม่ใส่ใจจะพัฒนาครูให้ทันต่อหลักสูตรกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย พอทาง ศ.ดร.อุทุมพร เขาทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อประเทศที่มีความก้าวหน้า เพื่อที่จะให้คุณภาพทางการศึกษาของชาติในภาพรวมเกิดความเชื่อมั่นในความรู้ของคนทั้งประเทศ เพื่อต่างชาติจะได้เข้ามาลงทุนหรือสร้างแนวความคิดของคนในชาติให้มีความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดเป็นกระบวนการ ไม่ใช่คิดแบบ สังคมทั่วไปเอาผลประโยชน์ของตัวเองแยกแยะความถูกต้องเป็นหลักเพื่อการพัฒนาตัวเองและประเทศชาติเลย ท่านผู้ปกครองต้องตามโรงเรียนให้ทันและต้องเข้าหลักสูตร มิฉนั้นโรงจะสอนความรู้ให้นักเรียนข้ามโดยที่ผู้ปกครองไม่ทราบเลย พอถึงวันที่สอบเข้าเรียนต่อก็จะบอกว่าเอาอะไรมาให้สอบ ไม่เคยเรียนและพอลูกเราเรียนได้เกรด 4 พ่อแม่ผู้ปกครองคิดว่าลูกเราเก่งแล้ว ที่ไหนได้พอขึ้นเวทีใหญ่ๆ หรือเรียนต่อปริญญา ไม่ผ่าน PRO. จำนวนมาก และเราจะกลับมาเรียนใหม่ก็ไม่ทันแล้ว การศึกษาจะต้องเรียนรู้นอกห้องด้วยเพื่อเสริมฐานให้เต็มแน่นมากขึ้น ไม่ใช่เรียนที่โรงเรียน 5 วันแล้ววันที่ 6 ยังไปเรียนหลักสูตรและความคิดครูคนเดิมอีก พายเรือในอ่างอยู่นั่นละ จะได้เกรด 4 พอ ขึ้นเวทีใหญ่ ไปไม่รอด คิดใหม่ดีกว่า ดร.อุทุมพร เขาทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว ส่วนเราๆๆท่านๆๆมาช่วยกันไล่บีโรงเรียนเถอะ ให้โรงเรียนช่วยกันตามหลักและพัฒนาครูใหม่ ประเทศจะได้เจริญ และขอฝากการเมืองใหม่นำเข้าวาระในแผนให้ด้วยครับ. พธม. รักชาติ
มองให้เห็นหลักสูตรแกนกลาง 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 249       
 
 นักวิชาเกินครับไม่ใช่นักวิชาการ
lastent 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 248 +1       
 
 ผู้ชายรูปบนสุดชื่ออะไรเหรอครับ

อยากรู้จัก
ใครอ่า 
 
 
 
   
   
 
   
 
 ใช่ๆ...

ใครรู้จักบ้างบอกหน่อยนะ
ผู้ชายรูปใหญ่
 
 
 
 
   
 
 ผมอยากรู้จักน้องผู้หญิงที่อยู่ถัดไปมากกว่าน่ะครับ อิ อิ
bank
 
 
 
 
   
 
 เราไม่รู้จักอ่า
แวะมาตอบ
 
 
 
   
   
 
 
 ความคิดเห็นที่ 247       
 
 อยากรู้จริงๆ ก่อนเอามาให้เด็กทำ อาจารย์กลุ่มที่คิดข้อสอบนี้ น่าจะลองเอาไปให้อาจารย์ที่คิดข้อสอบหมวดวิชาอื่น ทดสอบทำดูก่อนนะ อยากรู้เหมือนกันว่าระดับมันสมองของคนที่คิดข้อสอบวิชาฟิสิกส์ เลข จะทำข้อสอบพวกนี้ได้มั้ย
ระบบ Entrance 2 ครั้งดีที่สุด 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 246 +1       
 
 ทุกวันนี้ วงเวียนของการเรียนการสอนของไทยถอยหลังลงเหว โรงเรียนมีครูที่มีความรู้เยอะแต่ถ่ายทอดไม่เป็น เด็กต้องออกไปหาสถาบันกวดวิชา พอเด็กสอบติดหมอ วิศวะ สถาปัตย์ ฯลน เยอะๆ โรงเรียนก็โมเมว่าครูในโรงเรียนสอนดี สอนเก่ง เด็กถึงสอบได้ที่ดี ๆ แต่ไม่มองถึงว่าเด็กไปได้มาจากนอกฏรงเรียนถึง 70% ที่ได้รับจากการเรียนการสอนของโรงเรียนเพียง 30% โรงเรียนดังๆ ทั้งหลายอย่าทะนงตัวเลย ตราบใดที่กระทรวงหรือโรงเรียนยังตามสถาบันกวดวิชาไม่ทัน กระทรวงศึกษาต้องพัฒนาครูทุกระดับเลยแหละ ควรหมุนเวียนแลกเปลี่ยนครูข้ามจังหวัดบ้างดีไหม ครูจะได้มัแรงกระตุ้นตัวเองให้สอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ไม่ใช่มุ่งความสุขสบายของตัวเอง
นิด 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 245 +1       
 
 ไม่เจอกับตัวก็ไม่มีทางรู้หรอกค่ะ ว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง อนาคตของพวกเรา ความฝันที่จะได้เรียนในคณะที่ชอบ แต่ในเมื่อข้อสอบมันออกมาแบบนี้ มันยอมรับไม่ได้ค่ะ อนาคตเราขึ้นอยู่กับข้อสอบแบบนี้เหรอคะ ข้อสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกอย่างพวกเราไม่ได้อยากจะก้าวร้าวหรอกค่ะ แต่อยากได้สิทธิ์ของเรา ตอนนี้เพื่อนๆบางคนก็ถอดใจกับโอเน็ต ไปสมัครม.เอกชนแล้ว โอเน็ตเนี่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งซึ่งคนที่ทำคะแนนแกดแพทออกมาไม่ดีทุกคนตั้งใจอ่านหนังสืออย่างมากเพื่อจะทำให้คะแนนโอเน็ตดี แต่พอข้อสอบออกมาแบบนี้ มันไม่มีในหนังสือ!!!!!! แล้วที่เราอ่านหนังสือไปเพื่ออะไร??? แล้วก็ทำไมไม่ออกมาชี้แจงว่า ค่าสมัคร แกดแพด วิชาละ200 แล้วมีตั้งหลายวิชา ตั้งแต่แกด แพด1-7 แล้วสมัครหลายครั้ง คนนึงหมดค่าสอบไปทีหลายพัน ไอ้เงินนั้นดูจะเก็บเว่อร์ไปไหมคะ เอาไปทำอะไรกันบ้าง? จะว่าค่ากระดาษก็คงไม่ใช่เพราะกระดาษมันก็ธรรมดาดูแล้วเป็นราคาถูกๆด้วยซ้ำ

วิชาอื่นๆเนี่ยยังพอทำใจรับได้ แต่ข้อสอบศิลปะ ดนตรี การงานฯ มันใช้วัดอะไรไม่ได้เลย ดนตรีเราต้องไปเรียนเพิ่มหรอคะ(ไหนบอกว่าข้อสอบของอาจารย์เด็กๆ ไม่ต้องเรียนกวดวิชาเลย?) การต่อคอม ขอโทษค่ะหนูต่อคอมเองไม่เป็นเพราะไปซื้อเค้ามาแล้วอีกอย่างตอนเรียนวิชาคอมที่โรงเรียนเค้าก็ไม่ได้สอนต่อ แต่สอนให้เรียนโปรแกรมที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์ต่างหากค่ะ วิชาการงานฯ ข้อสอบมันตอบได้หลายเหตุผล ต่างคนต่างความคิดค่ะ ถ้าจะออกมาให้วิเคราะห์คนเรามันก็ยังคงวิเคราะห์ได้ไม่เหมือนกันอยู่ดีค่ะ วิชาสุขศึกษา/พลศึกษา โรงเรียนอื่นหนูไม่รู้ แต่ว่าโรงเรียนหนเค้าให้ศึกษาประวัติเทนนิสว่าเป็นมาอย่างไรมีที่มาอย่างไร กติกาการเล่นอะไรประมานนี้ เราไม่ได้เรียนเพื่อที่จะต้องออกไปเป็นนักเทนนิสอาชีพ ว่าต้องตีลูกตรงไหนเป็นลูกวอล์เล่ย์ ข้อสอบข้อที่ว่านิดท้อง มันก็ต่างคนต่างความคิดอ่ะค่ะ อย่างคำตอบข้อแรกที่ว่า หยุดเรียนเพื่อไปคลอดลูก มันก็ตอบได้ ข้อที่สองทำแท้ง บ้านเรามองว่าเรื่องนี้แย่เลวร้ายมาก บางคนอาจจะตัดออก แต่ถ้าคนอื่นที่วิเคราะห์ไปในมุมอื่นเค้าอาจจะตอบข้อนี้ก็ได้ ข้อที่3 หยุดเรียนแล้วหางานทำ ท่านอาจารย์ได้ออกมาบอกว่า คุณจะไปทำงานได้อย่างไร ก็ในเมื่อคุณท้อง ความจริงแล้ว พวกเราก็เคยเห็นกันอยู่ไม่ใช่ร๋อคะคนท้องที่ทำงาน เค้าอาจจะทำงานอยู่กับบ้านก็ได้ งานที่รับของมาทำที่บ้าน(พวกงานฝีมืออะไรพวกนี้) หรือเราก็เคยเห็นคนท้องทำงานออฟฟิศนั่งโต๊ะ ส่วนข้อที่4ในเมื่อบอกว่านิดเป็นนักเรียนอยู่ คำตอบที่ว่าแจ้งความเนี่ยมันก็ดูสมเหตุสมผลกันดีนี่คะ แล้วที่อาจารย์ออกมาเฉลยว่า คุณจะไปแจ้งความได้ไงในเมื่อคุณสมยอม อาจารย์ขาหนูเรียนด้วยความเคารพเลยนะคะ ในข้อสอบของอาจารย์ มันไม่ได้บอกว่าสมยอม หรืออาจจะโดนข่มขืน ซึ่งมันคิดได้หลายด้าน ถ้าโดนข่มขืนมาเราก็ต้องแจ้งความสิคะไม่งั้นจะมีมูลนิธิ ขึ้นมาเพื่ออะไร?

สรุปคือ เราไม่อยากให้ข้อสอบแบบนี้ ไปทำร้ายรุ่นน้องๆพวกเรา ให้เค้าได้ทำข้อสอบ อย่างที่เค้าตั้งใจอ่านหนังสือมาดีกว่าค่ะ อย่าให้อนาคตของพวกเค้าต้องพังแบบพวกเราเลย แล้วก็จะดีมากถ้าคะแนนโอเน็ต ไม่คิดรวมวิชาสุข/พลศึกษา ศิลปะ ดนตรี การงานฯ เพราะวิชาอื่นเรายังพอทำใจรับได้ค่ะ

ขอบคุณที่รับฟังเสียงเล็กๆของหนู หวังว่าท่านผู้ใหญ่จะเข้าใจ หนูยังอยากมีที่เรียนแล้วก็อยากเรียนคณะที่ชอบ ที่ต้องการด้วย ขอความกรุณาเข้าใจพวกเราด้วยเถอะค่ะ
เด็กม.6รุ่นหนูทดลอง 
 
 
 
   
   
 
   
 
 ถ้าคนออกข้อสอบคิดแบบหนู ก็ดีน่ะ

แต่โลกเราเป็นแบบนี้แหละ

ที่ได้คนผิดฝาผิดตัว มาทำงานที่ไม่เหมาะกับตนเลยแม้แต่นิดเดียว
bank
 
 
 
   
 
 
บันทึกการเข้า
  • sand
  • ***
  • คะแนนจิตพิสัย: 0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 153
Re: บ่นปนมึน ข้อสอบโอ-เน็ต 2553
« ตอบ #2 เมื่อ: 02 มีนาคม 2010, 02:43 นาที »

   



                                ฯลฯ

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000029075
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
กระโดดไป: