หน้า: [1]

ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
  • webmaster
  • ผู้ก่อการ
  • *****
  • คะแนนจิตพิสัย: 0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 83
ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน
« เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2007, 04:04 นาที »



ให้นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 ให้ศึกษาวิธีการทำกิจกรรมโครงงานจากกระทู้นี้  แล้วครูจะนำความรู้พร้อมทั้งตัวอย่างมานำเสนอเรื่อย ๆ  นะครับ

กิจกรรมโครงงาน

              เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เพิ่มพูนความรู้ทักษะพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างชำนาญ และได้บูรณาการหลาย ๆ สาระเข้าด้วยกัน

จุดประสงค์สำคัญในการกำหนดให้มีกิจกรรมโครงงานก็คือ

• ผู้เรียนสามารถจำแนกประเภทข้อมูล เปรียบเทียบและมีความคิดรวบยอด
• ผู้เรียนสามารถประเมินค่าความน่าเชื่อถือของข้อมูล รู้จักพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย ความถูก-ผิด ระบุวาเหตุ-ผล ค้นหาคำตอบ เลือกวิธีและมีปฏิภาณในการแก้ปัญหา และตัดสินใจได้อย่างสันติ และมีความถูกต้องเหมาะสม
• มีความคิดริเริ่ม มีจินตนาการ สามารถคาดการณ์และกำหนดเป้าหมายได้
• มีความกระตือรือร้น สนใจการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ รู้จักตั้งคำถามเพื่อหาเหตุผล
• รักการอ่าน สามารถใช้ห้องสมุด แหล่งความรู้และสื่อต่างๆ ทั้งในและนอกสถานศึกษา
• สามารถสรุปประเด็นจากการเรียนรู้และประสบการณ์ได้อย่างถูกต้องด้วยตนเอง
• สามารถทำงานตามลำดับขั้นตอนและผลงานมีประสิทธิภาพ
• ขยัน อดทน ละเอียดรอบคอบในการทำงาน พัฒนางาน สามารถทำงานอย่างมีความสุขและภูมิใจในงานของตนเอง
• สามารถทำงานเป็นทีม (ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เอาเปรียบ ให้ความร่วมมือ ยอมรับฟังความคิดเห็นและความสามารถของผู้อื่น ร่วมรับผิดชอบผลงานของกลุ่ม)



บันทึกการเข้า
  • krushakirin
  • บุคคลทั่วไป
Re: ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2007, 04:06 นาที »



การรวมกลุ่มจัดกิจกรรม

ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกทำโครงงานตามความถนัดโดยให้ผู้เรียนจัดกลุ่ม ๆ ละ 7 – 8 คน กลุ่มละอย่างน้อย 1 โครงงานในการเรียนแต่ละช่วงชั้น โดยสามารถเลือกโครงงานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สนใจ บูรณาการจากหลาย ๆ สาระเข้าด้วยกัน หรือเลือกตามความถนัด ความสนใจของสมาชิกในกลุ่ม พร้อมทั้งเขียนโครงร่างโครงงานเพื่อเสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษา
บันทึกการเข้า
  • krushakirin
  • บุคคลทั่วไป
Re: ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน
« ตอบ #2 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2007, 04:08 นาที »


การเขียนโครงร่างโครงงาน

• ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อในการทำโครงงานตามความสนใจ
• เขียนโครงร่างโครงงานตามแบบฟอร์มที่กำหนด
• นำเสนอโครงร่างโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
• โครงงานที่อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติให้ผู้เรียนปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้น ( สำหรับโครงงานที่ไม่สมบูรณ์ ) และโครงงานที่ไม่ผ่านการอนุมัติผู้เรียนต้องเลือกหัวข้อใหม่หรือเขียนใหม่ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้แนะนำให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนแรก
• ส่งโครงร่างโครงงานที่อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติกับงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อคัดกรองโครงงานและเสนอให้กับผู้บริหารรับทราบและอนุมัติ
• โครงงานที่ผ่านการอนุมัติจากข้อ 7 ให้ผู้เรียนดำเนินการตามแผน ส่วนโครงงานใดที่ไม่ผ่าน

การอนุมัติจากข้อ 7 ให้ผู้เรียนปรับปรุงแก้ไขต่อไป


บันทึกการเข้า
  • krushakirin
  • บุคคลทั่วไป
Re: ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน
« ตอบ #3 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2007, 04:10 นาที »



ขั้นตอนการทำโครงงาน

โครงร่างโครงงานที่ผ่านการพิจารณาจากผู้บริหารผู้เรียนสามารถปฏิบัติโครงงาน ดังนี้

• ผู้เรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติตามที่ได้วางแผนไว้ในโครงร่างโครงงาน
• บันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมและความก้าวหน้าในการทำโครงงานลงในสมุดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทุกครั้งเมื่อมีการปฏิบัติโครงงานอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง
• ส่งบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมโครงงานให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาเซ็นรับทราบและอาจารย์ที่ปรึกษาส่งแบบติดตามโครงงานให้กับงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
• ผู้เรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติการทำโครงงานจนสำเร็จบรรลุตามเป้าหมาย
• ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนสรุปผลโครงงานตามขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนการเขียนสรุปผลโครงงาน

1. คำนำ
2. สารบัญ
3. กิตติกรรมประกาศ
4. บทคัดย่อ
5. บทที่ 1 บทนำ
- ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
- วัตถุประสงค์
- ขอบเขตและวิธีการดำเนินงาน
- ผลที่คาดว่าจะได้รับ
6. บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
7. บทที่ 3 วิธีการดำเนินงาน
8. บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน
9. บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินงาน
10. ภาคผนวก
11. อ้างอิง

• จัดทำแผ่นพับและบอร์ดเพื่อเตรียมตัวในการนำเสนอ
• นำรายงานสรุปผลการดำเนินงาน แผ่นพับ บอร์ด ให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้อง( โครงงานจะต้องเสร็จสิ้นภายในภาคเรียนที่ 2 ก่อนจะมีการจัดนิทรรศการโครงงาน )
• ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานในนิทรรศการโครงงานที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นในแต่ละปีการศึกษา

เกณฑ์การประเมินกิจกรรมโครงงาน

• มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมร้อยละ 80
• ผ่านจุดประสงค์ของกิจกรรม


บันทึกการเข้า
  • webmaster
  • ผู้ก่อการ
  • *****
  • คะแนนจิตพิสัย: 0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 83
Re: ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน
« ตอบ #4 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2007, 04:19 นาที »


แนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ในการดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เราจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

วิธีการทางวิทยาศาสตร์มีหลายรูปแบบ
       
           การพิสูจน์หรือหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ต่างสาขากัน  สามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างเช่น วิทยาศาสตร์กายภาพ (เคมี  ฟิสิกส์) มักจะใช้วิธีการทดลอง  แล้วจึงเก็บข้อ
มูลเป็นตัวเลข จากนั้นจึงนำมาประมวลเป็นข้อสรุป  ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาอื่น เช่นมานุษวิทยา ที่ทำการศึกษาโดยใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต หรือสัมภาษณ์
          กรณี วิทยาศาสตร์กายภาพ ข้อมูลจากการทดลองซึ่งเป็นตัวเลขถูกนำมาประมวลสร้างเป็น ตาราง หรือกราฟ หรือสมการ ซึ่งสามารถใช้ในการทำนายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
          ส่วนวิทยาศาสตร์สาขาอื่น ใช้วิธีบันทึกข้อมูลจากการสัมภาษณ์ หรือการสังเกต แล้วนำมาประมวลสรุปผลในรูปของการพรรณนา หรือการอนุมาณ
          ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จะต้องคำนึงว่าเขากำลังทำการศึกษาวิทยาศาสตร์ในเรื่องใดด้วยวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่สามารถเข้าถึงความจริงได้ตามวัตถุประสงค์ปัจจัยในการดำเนินงานทดลองทางวิทยาศาสตร์

การตั้งคำถาม
          เริ่มต้นด้วยการที่คุณสังเกตสรรพสิ่ง แล้วเกิดสงสัย  จึงตั้งคำถามขึ้น แล้วดำเนินการหาคำตอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ข้อสงสัยหรือปัญหาที่คุณตั้งขึ้น จะต้องสา
มารถหาคำตอบ หรือพิสูจน์ได้จากการทำการทดลอง ซึ่งบางคำถามก็ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบง่ายส่วนบางคำถามก็หาคำตอบโดยทำการทดลองได้ยากแตกต่างกันไป     ยกตัวอย่างเช่น คำถาม "เกลือหรือน้ำตาลละลายน้ำได้ดีกว่ากัน?" เป็นคำถามที่สามารถหาคำตอบได้จากการทดลองโดยง่าย แต่ถ้าเป็นคำถาม "ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ?" หรือคำถาม"ชนชาติ A หรือชนชาติ B กินเก่งกว่ากัน?" จะเห็นได้ว่าคำถามประเภทนี้เป็นคำถามที่หาคำตอบจากการทดลองได้ยาก เพราะคำถามมีลักษณะกว้าง และจัดสถานะการณ์ หรือกำหนดตัวแปรการทดลองทำได้ยาก
          คำถามที่มีความกว้าง และความแคบไม่เท่ากันทำให้การออกแบบการทดลองที่จะหาคำตอบมีลักษณะแตกต่างกันไปด้วย  ตัวอย่าง เช่น ใช้คำถามว่า "ต้นฟ้าทะลายโจรมีประโยชน์อะไรบ้าง?"
 จัดเป็นคำถามแบบกว้าง คำตอบที่ได้ก็จะเป็นแบบกว้างด้วย (นั่นคือสามารถตอบได้หลายอย่าง)
          แต่ถ้าเป็นคำถามว่า "ต้นฟ้าทะลายโจร เป็นพืชตระกูลอะไร?"   "ใช้รักษาโรคอะไร?"  "มีประสิทธิภาพการรักษาขนาดไหน?" เหล่านี้เป็นคำถามแบบแคบ
          มีข้อสังเกตว่าคำถามแบบกว้างมักจะหาคำตอบจากการสอบถามผู้รู้หรือค้นหาเอกสารแล้วนำมาประมวลเป็นคำตอบ และเป็นคำถามต้นๆในกรณีที่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้น ขณะที่คำถามที่แคบ
เป็นการหาคำตอบที่เฉพาะขึ้น และมักจะหาคำตอบได้จากการทดลอง
          นอกจากนี้จะเห็นว่าคำถามที่แคบลงก็มีทิศทางว่าใกล้ถึงจุดประสงค์ซึ่งอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง
          ความสงสัยที่นักวิทยาศาสตร์ได้นำมาตั้งคำถามขึ้น นักวิทยาศาสตร์จะสมมุติคำตอบขึ้นมาก่อนโดยอาศัยหลักวิชาการ และข้อมูลที่มีอยู่  คำตอบที่สมมุติขึ้นไว้ก่อนนี้ เราเรียกว่า "สมมุติฐาน"
การตั้งสมมุติฐานขึ้นก่อนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์  ยกตัวอย่าง เช่น เราสงสัยว่า นาย ก เป็นคนดีหรือไม่ เราอาจจะตั้งสมมุติฐานขึ้นว่านาย ก เป็นคนดี จากนั้นจึงออก
แบบการทดลองขึ้นเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานว่านาย ก เป็นคนดี  โดยการทดลองจะเป็นไปตามแนวทางที่ว่าถ้านาย ก เป็นคนดีแล้ว เราทำการ……..(เหตุหรือ input) กับนาย ก แล้ว นาย ก จะสนองตอบ
โดย……..(ผลหรือ output)
          ซึ่งจะเห็นว่าการตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนแล้วจึงออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมุติฐาน เป็น
การสะดวกในแง่ที่ได้กำหนดกรอบในการหาคำตอบตามวิธีวิทยาศาสตร์ที่สามารถกระทำได้


บันทึกการเข้า
  • webmaster
  • ผู้ก่อการ
  • *****
  • คะแนนจิตพิสัย: 0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 83
Re: ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงาน
« ตอบ #5 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2007, 04:24 นาที »


ความสัมพันธ์กันของ เหตุ และ ผล     

           วิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นการหาความจริงของธรรมชาติโดยยึดหลักว่า คำตอบหรือความจริงใดๆทางวิทยาศาสตร์ประกอบขึ้นด้วยคู่ของ เหตุ และ ผล ซึ่งสัมพันธ์กัน ดังนั้นถ้าเหตุและผลคู่ใดมี
ความสัมพันธ์กัน แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง เราสามารถพิสูจน์ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผลโดยการทดลอง และเฝ้าสังเกตระบบที่ศึกษาซ้ำหลายๆครั้งประโยชน์จากการทราบคำตอบหรือความจริง
          ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เราจะพยายามหาความสัมพันธ์ของ เหตุ และ ผล ของความจริงหนึ่งๆให้พบ โดยการใส่ตัวแปรต้น (เหตุ) เข้าไปในระบบ แล้วบันทึกตัวแปรตาม (ผล) ที่
ออกมาจากระบบ ตัวแปรทั้งสองถ้ามีความสัมพันธ์กันก็หมายถึงตัวแปรทั้งสองเป็น เหตุ และผล คู่ที่สัมพันธ์กันในความจริงทางธรรมชาติหนึ่งๆ
          การที่เราค้นพบความสัมพันธ์กันระหว่างเหตุและผล หรือ ความจริงนั้น ทำให้เราสามารถนำไปทำนายหรือควบคุมสิ่งต่างๆให้เป็นประโยชน์ไปตามที่เราต้องการได้ ยกตัวอย่าง เช่น จากการที่เรา
พบความจริงของน้ำที่ว่าถ้าเราเพิ่มอุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียส น้ำจะเดือด และเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอ ซึ่งจะมีปริมาตรเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เราสามารถนำความจริงอันนี้ไปสร้างเป็น
เครื่องจักรไอน้ำ
          นักวิทยาศาสตร์อาจจะมีแรงจูงใจให้ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์จากความอยากรู้อยากเห็นส่วนตนอยู่ส่วนหนึ่ง แต่แรงจูงใจจะเพิ่มขึ้นถ้าเขาเห็นประโยชน์ของงานที่ทำว่าสามารถนำไปใช้
งานได้จริงอย่างไรบ้าง

ค่าผิดพลาดจากการทดลอง
       
            กรณีที่ค่าที่วัดได้มีปัญหาโดยอาจจะมีค่ามากหรือน้อยกว่าที่คิดไว้ หรือการวัดค่าซ้ำในระบบที่เหมือนกันให้ค่าที่แตกต่างกัน แสดงว่ามีต่าผิดพลาด (error) เกิดขึ้นแล้ว
            การแก้ไขในเบื้องต้นให้ตรวจสอบวิธีการวัด หรือเครื่องมือวัดว่ามีอะไรผิดปกติหรือน่าสงสัยหรือไม่ เช่น อ่านสเกลผิด  สารเคมีเสื่อม  เครื่องมือเก่าหรือชำรุด
            ถ้าหากไม่มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับวิธีการหรืออุปกรณ์วัด ก็ให้หาสาเหตุของค่าผิดพลาดต่อไปโดยให้กำหนดค่าผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็น 2 ลักษณะคือ  ค่าผิดพลาดแบบสุ่ม (random error) และ ค่า
ผิดพลาดจากระบบ (systematic error)
           ค่าผิดพลาดแบบสุ่มเป็นค่าผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย สามารถพบได้เป็นปกติ หรือเป็นธรรมชาติของตัวอย่างนั้นๆ ค่าผิดพลาดแบบสุ่มจะทำให้ค่าที่วัดตัวอย่างเดิมแต่ละคราวมีค่าแตกต่างกัน  ค่า
แตกต่างจะเป็นไปได้ทั้งค่าบวกและค่าลบ แต่จะเป็นไปแบบสุ่ม  เราสามารถใช้สถิติมาลดค่าผิดพลาดนี้ โดยทำการทดลองซ้ำหลายครั้ง แล้วคิดผลลัพธ์ค่าที่ได้เป็นค่าเฉลี่ย  ถ้าผลลัพธ์ที่ได้ในการวัดแต่ละ
ครั้งให้ค่าแกว่งหรือแตกต่างกันมาก ค่าผิดพลาดแบบสุ่มก็ยิ่งมีค่ามาก การแก้ไขทำได้โดยเพิ่มการทดลองหลายหนแล้วนำมาคิดค่าเฉลี่ย จึงจะได้ค่าเฉลี่ยที่ใกล้เคียงค่าจริง
          ส่วนค่าผิดพลาดจากระบบเป็นค่าผิดพลาดที่มีโอกาสการเกิดน้อยกว่าค่าผิดพลาดแบบสุ่ม อีกทั้งโอกาสที่จะตรวจพบก็ยากกว่าทั้งนี้เพราะความคงเส้นคงวา หรือการวัดซ้ำของผลที่ได้มีค่าใกล้เคียง
กัน แต่ค่าที่อ่านได้เป็นค่าที่ผิดพลาดจากค่าจริงโดยอาจจะมีทิศทางเป็นบวกหรือเป็นลบอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่าง เช่น ไม้บรรทัดที่มีปลายขาดหายไป 1 นิ้ว ทำให้ค่าเริ่มต้นที่ 2 นิ้ว ทำให้ผลที่อ่านได้
มีค่ามากกว่าค่าจริง 1 นิ้วตลอดเวลา (ค่าผิดพลาดทิศทางเป็นบวก)
          วิธีการแก้ไข นักวิทยาศาสตร์มักจะทำการทดลองโดยใช้การวัดมากกว่า 1 วิธี ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด การวัดทั้งสองวิธีก็จะอ่านค่าได้เท่ากัน
          การหาสาเหตุที่ทำให้เกิดค่าผิดพลาดบางครั้งต้องขอให้บุคคลอื่นทำการทดลองเดียวกันเปรียบเทียบกับที่คุณทำ หรือขอความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ให้มาช่วยตรวจสอบการทด
ลองในขั้นต่างๆ เพราะบางครั้งเราก็ต้องการแง่คิดหรือมุมมองที่แตกต่างกันจากผู้อื่นในการช่วยให้มองเห็นปัญหาที่เรามองไม่เห็นทำอย่างไรถ้าโครงงานวิทยาศาสตร์ไม่เป็นไปตามที่หวัง
          ไม่ว่าผลการทดลองจะออกมาเป็นอย่างไรคุณก็ได้เรียนรู้บางสิ่งจากการทดลองแล้ว แม้ว่าการทดลองของคุณจะไม่ได้ตอบคำถาม หรือไม่ได้ให้ผลอย่างที่หวังไว้ แต่มันก็ทำให้เกิดไอเดียที่จะใช้ใน
การออกแบบการทดลองอื่นต่อไป การเรียนรู้จากการทดลองหนึ่งๆ ถือว่าเป็นบทเรียนที่มากพอสมควร และถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการก้าวต่อไปที่จะหาคำตอบ นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาปัญหาที่ซับ
ซ้อนอาจใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อหาคำตอบ แม้กระนั้นเขาก็อาจจะยังไม่พบคำตอบ แต่ผลการทดลองของเขามีคุณค่า ซึ่งในที่สุดอาจจะมีใครสักคนจะนำผลนั้นไปใช้ในการทดลองของเขา และพบคำตอบ ซึ่ง
ใครคนนั้นอาจจะเป็นคุณก็ได้


บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
กระโดดไป: