Islamic Treatise

English-Tips


มุสลิมคนใดก็ตามที่ยึดมั่นว่า มนุษย์ไม่สามารถรับประโยชน์อันใด นอกจากสิ่งที่ได้กระทำไว้เอง ผู้นั้นเป็นผู้ที่ค้านกับมติสอดคล้องของปวงปราชญ์  และเป็นผู้ที่ปลีกตัวออกจากแนวทางการยึดมั่นของอะห์ลิสซุนนะห์วั้ลญะมาอะห์   ความเชื่อตามแนวทางของอะห์ลิสซุนนะห์วั้ลญะมะอะห์ เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำของผู้อื่นมีดังนี้

1. คนมุมินทั้งชายและหญิงที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ได้รับประโยชน์จากการที่บรรดามุมินทั้งชายและหญิงซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขอให้

2. ท่านนะบี ศ้อลฯ ให้ซะฟะอัตแก่มวลมนุษย์ในวันอาคีเราะห์ (ที่ทุ่งมะฮ์ซัร) ซึ่งซะฟะอัตนั้นคือ การให้ความช่วยเหลือแก่มนุษย์

3. ท่านนะบี ศ้อลฯ ให้ซะฟะอัตแก่มนุษย์พวกหนึ่งในวันอาคีเราะห์ โดยนำออกจากนรกเข้าสู่สวรรค์ด้วยความช่วยเหลือของท่านนะบี ศ้อลฯ

4. มาลาอีกะห์จำพวกหนึ่งขอดุอาให้อัลลอฮ์อภัยโทษให้แก่มนุษย์บนผืนแผ่นดิน ซึ่งดุอาของมะลาอีกะห์นั้นอัลลอฮ์ทรงรับ

5.อัลลอฮ์ทรงประทานเราะห์มัต โดยให้มนุษย์พวกหนึ่งออกจากขุมนรกเข้าสู่สรวงสวรรค์ โดยที่มนุษย์พวกนั้นไม่เคยทำความดีในโลกดุนยาเลยแม้แต่น้อย

6. คนตายได้รับประโยชน์จากการซอดาเกาะห์ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

7. ลูกได้รับประโยชน์จากการกระทำของพ่อ ดังปรากฏในเรื่องของลูกกำพร้าสองคนซึ่ง อัลกุรอ่านได้กล่าวถึงในซูเราะห์ อัล-กะห์ฟิ โองการ 80-81

8. ลูกหลานของคนมุมินได้เข้าสรวงสวรรค์เนื่องจากการกระทำของพ่อ

9. ทายาทประกอบพิธีฮัจย์แทนผู้ตายได้

10. ซะกาตฟิตเราะห์ของลูกๆ พ่อและแม่ ออกแทนให้ได้

11. ซะกาตทรัพย์สินของลูกๆ และคนบ้า ผู้ปกครองจัดการบริจาคแทนให้ได้ โดยที่เขาจะได้รับผลบุญทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้บริจาคเอง

12. ละหมาดญุมอัตใช้ได้ ก็เพราะมีญะมาอะห์ (มีหลายคนร่วมกันทำ)

13. อัลลอฮ์จะไม่ลงโทษชนกลุ่มใด หากนะบีอยู่กับชนกลุ่มนั้น (ซูเราะห์อัล-อัมฟาล โองการที่ 33)

14. ละหมาดญานาซะห์ ขอดุอาให้ผู้ตายได้รับประโยชน์

15. การประกอบพิธีฮัจย์ที่นะซัรไว้ หรือการถือศีลอดที่นะซัรไว้ ผู้อื่นทำแทนได้ ทั้งนี้หากไม่สามารถทำเอง

16. ท่านนะบี ศ้อลฯ ไม่ละหมาดญะนาซะห์ให้ศพใดหากมีหนี้ค้างชำระ ทั้งนี้หากทายาทผู้ตายไม่จัดการชำระให้เสียก่อน

17. หนี้ที่มนุษย์มีในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้อื่นสามารถช่วยชำระแทนได้ แม้จะได้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ซึ่งถือว่าช่วยเปลื้องหนี้ให้แก่กันได้ทั้งดุนยาและอาคีเราะห์

18. คนที่เป็นหนี้หากเจ้าหนี้ยกให้ผู้นั้นพ้นหนี้ โดยไม่ต้องชำระ

19. มนุษย์ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ดี

20. ผู้ที่อยู่ในที่ที่เขาซิเกรกัน อัลลอฮ์ทรงให้ความปราณีต่อผู้นั้น แม้เขาจะไม่ซิเกรด้วยก็ตาม

21. ลูกทำฮัจย์แทนพ่อที่ชราแล้วได้

22. ผู้ที่มิได้เป็นญาติกัน ก็สามารถทำฮัจย์แทนกันได้ ทั้งนี้หากตายแล้ว โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่ทำแทนนั้นต้องประกอบพิธีฮัจย์ของตนเองเรียบร้อยแล้ว

23. ผลบุญการทำกุรบ่านของท่านนะบี ศ้อลฯ ท่านได้มอบบางส่วนให้แก่ประชากรของท่าน

24. ผลบุญการทำอีบาดะห์นั้น ผู้ตายจะยังไม่ได้รับหากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่จัดการเรื่องหนี้สินให้

25. สามแถวที่ทำการละหมาดให้แก่ผู้ตายคนใด ผู้ตายคนนั้นจะได้รับประโยชน์

26. คนตายในกุโบร์ ได้รับประโยชน์จากก้านอินทผลัมที่คนยังไม่ตายปักลงไปบนกุโบร์

27. และอื่นๆ อีมากมาย



                                                                                        อัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้โดยแท้จริง

คัดจากหนังสือ ข้อโต้แย้งปัญหาศาสนา เล่ม 1 หน้า 53-56

“คู่ชั๊วะ”พึงรู้ว่าการละหมาดนั้นคือ ซิเกร คือการอ่าน คือการเข้าเฝ้า คือการสนทนา จึงต้องกระทำด้วยหัวใจ(มโนกรรม) ซึ่งเมื่อกระทำอย่างถูกต้องและสมบูรณ์จะเกิดความเข้าใจ ความเคารพ ความเกรงกลัว ความหวัง และความละอาย โดยสรุปแล้วเมื่อรู้จักอัลลอฮ์มากขึ้นก็จะยิ่งมีความกลัวมากขึ้น และทำให้มโนกรรมมีส่วนร่วมกับพฤติกรรมมากขึ้น อันส่งผลให้เกิดความยำเกรงมากขึ้นนั่นเอง

เมื่อได้ยินเสียงอะซาน ควรให้หัวใจได้สำนึกว่าความโกลาหลของวันกิยามะฮ์ได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มสะพรึงกลัว เพื่อเตรียมการตอบรับอย่างเร่งรีบ เพราะผู้ที่กระวีกระวาดรีบเร่งตอบรับเสียงอะซาน คือผู้ที่จะได้รับการเรียกร้องในวันกิยามะฮ์ด้วยความนิ่มนวล หากหัวใจยินดี มีความดีใจกับโอกาสที่จะได้เข้าเผ้าก็จะมีความยินดีและดีใจเหมือนเสียงเรียกในวันกิยามะฮ์ ด้วยเหตุนี้ท่านนะบี ศ้อลฯ จึงได้พูดกับซัยยิดินาบิล้าลว่า “จงทำให้ฉันมีความสุขกับการละหมาดเถิด โอ้บิล้าล” ทั้งนี้ก็เนื่องจากละหมาดเป็น “กุรรอตุอัยนี” ของท่านนะบี

ความสะอาดในการละหมาดก็คือ สะอาดหรือปราศจากสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ ด้วยประการฉะนี้เท่านั้น การละหมาดถึงจะเกิดความสมบูรณ์

แท้จริงตัวท่านนั้น เมื่อท่านได้ปกปิดเอารัตของท่านด้วยอาภรณ์ ดังนั้นอันใดกันเล่าที่ท่านจะนำมาปกปิดเอารัตภายใจของท่าน จึงต้องรักษามารยาทเมื่ออยู่ต่อหน้าอัลลอฮ์

พึงรู้ว่า อัลลอฮ์ทรงมองทั้งภายนอกและภายในของท่านอยู่ จึงต้องมีความนอบน้อมทั้งภายนอกและภายใน ลองพิจารณา หากท่านยืนอยู่ต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ระหว่างกษัตริย์กับพระเจ้านั้นแตกต่างกันมาก และเมื่อมีความเข้าใจดีแล้ว ก็ต้องไม่เป็นคนโกหก เมื่อกล่าวคำว่า “วัจญะฮ์ตุวัจฮี” ซึ่งแปลว่า ฉันขอพึ่งพา หรือฉันขอมอบ และเมื่อกล่าวว่า “หะนีฟัม มุสลิมัน วะมาอะนามินัลมุซริกีน” ซึ่งแปลว่า เป็นศาสนาที่เที่ยงแท้ บริสุทธิ์ และฉันไม่ใช่บรรดาผู้มีซิริก และเมื่อกล่าวว่า “อินนาซอลาตี วะนุซุกี วะมะห์ยะยาวะมะมาตีลิลแลฮ์” ซึ่งแปลว่า แท้จริงการละหมาดของฉัน การทำอิบาดะฮ์ของฉัน การมีชีวิต และการตายของฉัน ฉันขอถวายแด่อัลลอฮ์

พึงระวัง อย่าให้คำกล่าวต่าง ๆ นี้เป็นคำกล่าวที่โกหก มิฉะนั้นจะนำมาซึ่งความหายนะแก่ท่าน
ในตอนรูกั๊วะและสุหยูด ต้องมีสำนึกยอมรับในความยิ่งใหญ่และสวามิภักดิ์ ด้วยความรู้สึกแห่งตัวเองว่าต่ำต้อย คะนึงหาพระองค์ และต้องมีมารยาทนอบน้อมด้วยใจจริง ๆ

มีฮาดีสกล่าวว่า

แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรับทรงสนใจต่อผู้ละหมาด ตราบใดที่ผู้ละหมาดไม่ได้ผินความรู้สึกไปทางอื่น ดังนั้นท่านจงระวังอย่าให้ภายนอกและภายในของท่านผินไปอื่น และกล่าวว่า

แท้จริงบ่าวได้ละหมาด แต่ไม่ได้รับการบันทึกว่าได้ละหมาด ไม่ได้รับการบันทึกแม้เพียง 1/2 หรือ 1/3 หรือ 1/4 หรือ 1/5 หรือ 1/6 หรือ 1/10 ทั้งนี้เพราะการละหมาดนั้นจะถูกบันทึกเท่ากันกับที่สมองได้ละหมาดด้วยเท่านั้น

นักวิชาการกล่าวว่า การสุหยูดเพียงครั้งเดียวที่หวังความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ อานุภาพแห่งสุหยูดนั้นหากความผิด(บาป) กระจายอยู่ทุกตัวบุคคลในบ้านในเมืองนั้น แน่นอนบาปทั้งหมดนั้นมลายสิ้น นั่นหากการสุหยูดนั้นสุหยูดด้วยใจสวามิภักดิ์ ไม่มีอารมณ์อื่นใดมาเกี่ยวข้อง และไม่มีสิ่งอื่นใดมาเป็นตัวแปร


แปลจากมาวอิซอตุ้ลมุมินีน หน้า 38-39
โดย อับดุลการีม วันแอเลาะ
ที่มาของเนื้อหา http://www.kurusampan.com/main/content.php?page=news&category=10&id=1362

คู่ชั๊วะ คือความสงบที่ก่อเกิดจากความเคารพ สงบทั้งกิริยา วาจา และจิตใจ เป็นการวิปัสสนาด้วยหัวใจในสภาพที่กิริยาเคลื่อนย้าย เพื่อแสดงความเคารพ สักการะต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา 

เป็นการฝึกฝนการมีสมาธิในสภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดประโยชน์จริงในสภาพของความเป็นจริง ถือเป็นสมาธิที่ล้ำลึกมากกว่าการมีสมาธิที่ฝึกฝนหรือกำหนดขึ้นในสภาพนั่ง นอนหรือยืนอย่างหนึ่งอย่างใด แต่เพียงประการเดียว เพราะอิสลามต้องการให้เอาสมาธิไปใช้ในชีวิตจริง ไม่เพียงแต่มานั่งขัดสมาธิเท่านั้น เนื่องจากได้พิจารณาเห็นว่า การนั่งสมาธิอย่างเดียวจะทำให้อิริยาบถอื่นๆ ไม่มีสมาธิ   คู่ชั๊วะ เป็นงานของหัวใจ หัวใจเป็นนายหรือเป็นผู้บริหาร ผู้นำของอวัยวะทั้งหมดภายในร่างกาย คือหัวใจที่กำกับหัวใจดวงที่เป็นก้อนเนื้อนี้ มิใช่หัวใจที่คือก้อนเนื้อก้อนนี้

ท่านรอซูล ศ้อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นคนๆ หนึ่งละหมาดด้วยท่าทีที่ไม่สงบ ท่านกล่าวว่า หากหัวใจของเราสงบ ร่างกายก็จะสงบด้วย อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา ได้กล่าวไว้ในกุรอาน


قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُوْنَ اَلَّذِيْنَ هُمْ فِيْ صَلاَتِهِمْ خَاشِعُوْنَ المؤمنون 1-2

ความว่า “บรรดาศรัทธาชน ย่อมได้รับชัยชนะ ศรัทธาชนนั้นคือผู้ที่การละหมาดของพวกเขามีคู่ชั๊วะ (สงบ)”   อนึ่งในเรื่องผลตอบแทนของการละหมาดนี้ บางโองการกล่าวว่า

فَوَيْلٌ لِلْمُصَلِّيْنَ اَلَّذِيْنَ هُمْ عَنْ صَلاَتِهِمْ سَاهُوْنَ الماعون 4-5

ความว่า “เหวในขุมนรกจะประสพแก่บรรดาผู้ละหมาด ที่การละหมาดของพวกเขา พวกเขาเลินเล่อ”

จึงสรุปได้ว่า บางคนละหมาดแล้ว แต่ยังไม่เรียกว่าเขาละหมาด การละหมาดจึงต้องกระทำด้วยสมอง และหัวใจ มิใช่ด้วยเรือนร่าง หรือการแสดงออกด้วยพฤติกรรมแต่เพียงอย่างเดียว

ละหมาดคือ ความสุข ความสุขที่ไม่มีความสุขใดๆ เทียบเท่า ท่านนะบี ศ้อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวแก่บิล้าลว่า


يَابِلاَلُ أَرِحْنَا بِالصَّلاَةِ
ความว่า “โอ้บิล้าล จงทำให้เรามีความสุข ด้วยการละหมาด”

กับความสุขของการละหมาด ชาวสะลัฟยืนละหมาดจนนกกาเข้าใจว่า ตอไม้ สำหรับท่านอิหม่ามชาฟีอี ท่านละหมาดสุนัตหลังละหมาดอีชาสองรอกาอัตทุกคืน ด้วยการอ่านกุรอานหนึ่งจบ นั่นก็เพราะความสุขที่ได้รับจากการละหมาด ซึ่งท่านนะบี ศ้อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า


حُبِّبَ اِلَىَّ دُنْيَاكُمْ ثَلاَثٌ اَلطِّيْبُ وَالنِّسَاءُ وَقُرَّةُ عَيْنِيْ فِى الصَّلاَةِ

ความว่า “ดุนยาของท่านทั้งหลาย ฉันรักมันอยู่ 3 อย่างคือ กลิ่นหอม สตรี และความสุขที่ได้รับจากการละหมาด (ชี้ให้เห็นว่า ละหมาดเป็นเรื่องดุนยา)”

เราจึงควรแสวงหาความสุขที่ได้รับจากการละหมาด เป็นความสุขที่สุขที่สุด อมตะที่สุด หาได้ตรงนี้ ตรงที่ ที่มีเรา หาได้โดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง หาได้ด้วยตัวเราเอง ที่ตัวเราเอง มันอยู่ที่ตรงนี้ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา พระองค์ผู้ที่ด้วยสมองของเราคิด เราจักต้องรักมากกว่าสิ่งใดๆ พระองค์ให้โอกาสแก่เรา เพื่อให้เราได้อยู่กับพระองค์ ได้เข้าเฝ้าพระองค์ทุกวัน วันละ 5 ครั้ง รักเราพร้อมมอบความสุขให้แก่เรา แม้เราจะเป็นผู้ทรยศ ฟากฟ้าและแผ่นดินต่างตัสเบียะฮ์ แสดงความรักต่อพระองค์กันอยู่ตลอดเวลา มันต่างเจ็บใจที่มนุษย์บางคนเกลียดพระองค์ ไม่ปฏิบัติตามที่พระองค์สอนสั่ง ทรยศต่อพระองค์ มันเคยอาสาพระองค์ที่จะประชาทัณฑ์ผู้ทรยศต่อพระองค์ ทั้งนี้ก็ด้วยความรักของมันที่มีต่อพระองค์ พระองค์กลับไม่ยินดี ด้วยการบอกกับพวกมันว่า


لَوْ خَلَقْتُمُوْهُ لَرَحِمْتُمُوْهُ
ความว่า “หากพวกท่านให้บังเกิด (สร้าง) มัน แน่นอนพวกท่านต้องรักมัน”


กี่วัน กี่เดือน กี่ปีมาแล้วที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา ให้เวลาเพื่อการแก้ตัว บางคนมีอายุอยู่จนแก่ชรา แต่ก็ยังแก้ตัวไม่ได้ สงสารลูกหลานที่มีผู้เฒ่าอย่างนั้นจังเลย มีฮะดีษกุดซีย์กล่าวว่า


لاَإِلهَ اِلاَّ أَنَا اِذَا رَضِيْتُ بَارَكْتُ وَبَرَكَتِيْ لَيْسَتْ لَهَا نِهَايَةٌ وَاِذَا غَضِبْتُ لَعَنْتُ وَلَعْنَتِيْ تَبْلُغُ السَّابِعَ مِنَ الْوَلَدِ

ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากฉัน เมื่อฉันยินดี ฉันก็จะเพิ่มพูน มอบบารอกัตให้ ซึ่งบารอกัตของฉันนั้นไม่มีจุดจบสิ้น และเมื่อฉันโกรธ ฉันก็กริ้ว ซึ่งความกริ้วของฉัน จะทอดไปถึงเจ็ดชั่วโคตร”

เป็นฮะดีษที่สะเทือนขวัญมาก เพราะเมื่อเราเลว ลูกหลานจะเลวไปถึงเจ็ดชั่วโคตรด้วยนั่นเอง ในทางกลับกัน หากเราเป็นคนดี ลูกหลานของเราก็จะดีตลอดกาล ไม่ว่าจะกี่ชั่วโคตรก็ตาม

ดุนยานี้แหละที่ทำลายคู่ชั๊วะ โดยเฉพาะอย่าลุ่มหลง อย่ารักมันด้วยหัวใจ เพราะสิ่งใดที่เรารักด้วยใจ เราจะกลายเป็นทาสของสิ่งนั้น ดังนั้นจงรักดุนยาด้วยอวัยวะส่วนใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ด้วยหัวใจ เพราะหัวใจมีไว้รักอัลลอฮ์ เป็นที่สถิตของอัลลอฮ์ ดังพระองค์ได้กล่าวไว้ในฮะดีษกุดซีย์ว่า


أَفْرِغْ قَلْبَكَ لاَنَّ قَلْبَكَ بَيْتِيْ أَسْكُنُ فِيْهِ

ความว่า “จงทำให้หัวใจของท่านว่าง เพราะหัวใจของท่านคือบ้านของฉัน ฉันพำนักอยู่ในนั้น”

โดย อาจาย์อับดุลการีม วันแอเลาะ

ที่มาของเนื้อหา http://www.kurusampan.com/main/content.php?page=news&category=10&id=63

โอ้ลูกรัก! ไม่ทราบกี่วันกี่คืนและกี่เดือนที่เธอได้อดหลับอดนอนเพื่อทบทวนความรู้และอ่านหนังสือฉันไม่ทราบว่าอะไรเป็นเหตุ ที่ให้เธอเป็นเช่นนั้น หากเธอหวังเพียงเพื่อดุนยา เกียรติยศ ตำแหน่ง หรือเพียงให้โลกเชยชม ก็พูดได้เลยว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก แต่หากเธอทำไปหวังเพื่อที่จะสร้างสรรค์ชะรีอะฮฺ(หลักการ) ของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) หรือเพื่อให้จริยธรรมของเธอนั้นสูงส่ง แน่นอนเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง

โอ้ลูกรัก! ขอให้เธอใช้ชีวิตตามที่เธอต้องการ แต่จงจำไว้เถอะว่าเราเกิดมาต้องตาย จงรักเถอะต่อคนที่เธอรัก แต่อย่าลืมว่าวันหนึ่งเธอก็จะต้องจากเขาไป จงทำเถอะในสิ่งที่เธออยากจะทำ แต่อย่าลืมว่าในทุกการกระทำนั้น จะได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าที่สุด โอ้ลูกรัก! เธอได้รับอะไรบ้างจากการที่เธอได้ร่ำเรียนวิชาทางการแพทย์ กาพย์กลอน บทกวี จักรวาล วรรณกรรมและไวยากรณ์ นอกเสียจากว่าเธอได้หมดอายุไปอย่างไร้สาระ เท่านั้น หากเธอได้ลืมนึกถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ จริงๆแล้ว ในคัมภีร์อินญีลได้ระบุไว้ว่า ท่านนบีอีซา (อะลัยฮิสลาม) ได้กล่าวว่า“ตั้งแต่วินาทีแรกที่ศพได้วางไว้บนหาบ จนถึงหลุมฝังศพ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ได้ป้อนคำถามถึง 40 คำถาม 


คำถามแรกคือ “โอ้ บ่าวของเรา เจ้าได้ทำความสะอาดสายตาของสิ่งที่ถูกสร้างเกี่ยวกับตัวของเจ้าเป็นเวลาสิบๆปี แต่เจ้าไม่สามารถทำความสะอาดสายตาของเราแม้แต่นาทีเดียว และทุกๆวัน เราก็ได้เพ่งพินิจที่หัวใจของเจ้าพร้อมกับตรัสว่า เจ้าได้ทำอะไรเพื่อสิ่งอื่นนอกจากเราบ้างหรือเปล่า? ทั้งๆที่เจ้าได้รับความดีจากเรา ทำไมเจ้าทำเป็นหูหนวก เจ้าไม่ได้ยินหรือ?”

โอ้ลูกรัก! ความรู้ที่ไม่ได้ปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่บ้า และการปฏิบัติที่ไม่ได้มาจากความรู้นั้นเป็นสิ่งที่งมงาย ดังนั้นขอให้รับรู้เถอะว่าความรู้อย่างเดียวไม่สามารถช่วยเธอให้หลุดพ้นจากสิ่งเลวร้ายได้เลย และไม่สามารถนำพาเธอไปสู่หนทางการเคารพภักดีต่อพระเจ้าเลย และในวันอาคิเราะฮฺก็ไม่สามารถปกป้องเธอให้พ้นจากนรกญะฮันนัมได้เลย ในเวลานี้ เธอไม่ปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺให้ปฏิบัติและเธอยังละเลยเพิกเฉย แต่พอถึงวันอาคิเราะฮฺเธอก็จะพูดว่า “โอ้อัลลอฮฺ! ได้โปรดให้ข้าพเจ้า กลับไปยังโลกดุนยาอีกครั้งเถอะ แล้วข้าพเจ้าจะกระทำแต่คุณ งามความดี” คำตอบที่ได้มาก็คือ “โอ้ คนโง่! เจ้าจากมาจากที่นั่นแล้ว แล้วจะกลับไปอีกทำไม?”

โอ้ลูกรัก! ขอให้พวกเธอมีความตั้งใจ และความตั้งใจนั้นขอให้เป็นมงกุฎแห่งวิญญาณ ความพ่ายแพ้ขอให้เป็นแค่อารมณ์ใฝ่ต่ำ (นัฟซู) และความตายขอให้เป็นอาภรณ์ของชีวิต เพราะสถานที่ที่เธอจะพำนักอย่างยาวนานต่อไปคือกุโบรฺ เพราะสมาชิกในกุโบรฺนั้นได้เฝ้ารอเธอทุกนาทีและวินาที ในวันหนึ่งข้างหน้าเธอก็จะได้พบกับพวกเขา ขอให้เธอจงรอบคอบ อย่ากลับไปพบพวกเขาด้วยการไม่นำเสบียงอะไรไปเลย

ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดิก (รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ) ได้กล่าวว่า “ร่างกายนั้นเปรียบเสมือนกรงนกหรือคอกสัตว์ ฉะนั้นขอให้เจ้าจงพิจารณาว่า แล้วเจ้าจะอยู่ตรงส่วนไหน? ถ้าเจ้าคิดถึงนกตระกูลสูง แน่นอนตอนที่เราได้ยินเสียงกึกก้องประกาศในวัน กิยามะฮฺว่า ‘จงกลับไปยังพระเจ้าของเจ้าเถอะ แน่แท้ เจ้าจะได้บินไปถึงสุดยอดของสวรรค์’ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึง สะอัด บิน มาอัส ว่า อัรชฺของอัรเราะห์มานได้สะเทือนก็เพราะความตายของ สะอัด บิน มาอัส” ในอีกรายงาน วันหนึ่ง มีคนๆหนึ่ง ได้นำนมมามอบแก่ท่านหะสัน อัลบัศรี (รอฮิมะฮุลลอฮฺ) เมื่อท่านได้จับเหยือกแก้ว ท่านก็ได้สลบทันที และไม่ได้สติเป็นเวลานาน เมื่อท่านฟื้นขึ้นมามีคนถามท่านว่า “ทำไมท่านถึงเป็นเช่นนั้น?” ท่านก็ตอบว่า “ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าฉันได้นึกถึงสภาพของชาวนรกที่ได้วิงวอนให้ชาวสวรรค์รินน้ำให้แก่เขาถึงแม้เพียงหยดเดียวก็ตามหรืออะไรก็ได้ที่อัลลอฮฺได้ประทานรุสกีแก่ชาวสวรรค์”

โอ้ลูกรัก! หากเธอคิดว่าความรู้ที่ปราศจากการปฏิบัติ (อามาล) นั้น เพียงพอแล้วสำหรับเธอ ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่สูญเปล่า เช่นเดียวกันกับคำประกาศของอัลลอฮฺก็คงจะสูญเปล่าเช่นกัน อัลลอฮฺได้ทรงตรัสเสมอว่า “มีผู้ขอหรือไม่? มีผู้ขออภัยหรือไม่และมีผู้ทำการเตาบัตหรือไม่?” ได้รับการรายงานว่ามีเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีกลุ่มหนึ่งได้เอ่ยนาม อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร ให้ท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ฟัง ท่านก็ได้กล่าวว่า “ผู้ที่ประเสริฐที่สุดก็คือผู้ที่ละหมาดในช่วงกลางคืนและจงอย่านอนให้มากในช่วงกลางคืน เพราะถ้านอนมากจะทำให้คนๆนั้น จะอยู่ในสภาพที่ยากจนในวันกิยามะฮฺ”



คัดลอกจากหนังสือ “Mendidik anak beragama” ในส่วนคำสอนของอิมามฆอซาลีต่อลูกศิษย์ 
เขียนโดย ฮัจยี ฆอซาลี ฏอยยิบ 
แปลโดย สากีนะห์ บอซู
เกลาเนื้อหา  อิบนุซาการีย์ยา